บริษัทไทยคม หรือชื่อปัจจุบัน Gulf Space Technology แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT จะยุติการให้บริการดาวเทียม Thaicom 4 หรือ IPSTAR ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2026 และเริ่มกระบวนการปลดระวางตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน หลังดาวเทียมอยู่ในอวกาศมากว่า 21 ปีตาม หนังสือแจ้งของบริษัทที่รายงานโดยข่าวหุ้น ส่วนการจุด Thruster ครั้งแรกเพื่อย้ายดาวเทียมไปยังวงโคจรสุสาน ตามข้อมูลที่ เราได้รับจากแหล่งข่าว มีกำหนดในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน เวลา 16.05 ตามเวลาไทย
การอำลา IPSTAR ถูกยืดออกมาหลายรอบเพื่อประคองบริการระหว่างรอดาวเทียมรุ่นถัดไป โดยเฉพาะ Thaicom 9 ดาวเทียม MicroGEO ขนาดเล็กของ Astranis ที่เดิมมีกำหนดปล่อยในปี 2025 แต่ต้องเลื่อนออกไปหลังพบความผิดปกติในระบบไฟฟ้าของดาวเทียมอีกดวงในชุดเดียวกัน รายงานปัญหาของ Astranis ทำให้ผู้ผลิตต้องชะลอการผลิตทั้งชุดเพื่อตรวจสอบ ส่วน Thaicom 10 ที่ Airbus เป็นผู้สร้างและจะปล่อยด้วย Falcon 9 ของ SpaceX ก็ยังอยู่ระหว่างรอขึ้นสู่วงโคจร ระหว่างนี้บริษัทต้องทยอยย้ายลูกค้าไปใช้ช่องสัญญาณอื่น โดยมี Koreasat-7 ของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ กสทช. อนุญาตให้ใช้รองรับลูกค้าเดิม มติเรื่องช่องสัญญาณทดแทน

ดาวเทียมดวงเดียวกันนี้เคยเป็นทั้งดาวเทียมสื่อสารที่หนักที่สุดเท่าที่โลกเคยปล่อยขึ้นไป และหนึ่งในประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี คำอธิบายของทั้งสองเรื่องอยู่ในคุณสมบัติเดียวกันของ IPSTAR คือมันทำงานต่างจากดาวเทียมสื่อสารรุ่นก่อนมาก จนเกิดคำถามว่าแล้วจะให้มันเป็น “ดาวเทียมสำรอง” ของดวงเดิมได้อย่างไร
เช้ามืดที่ Kourou บ่ายสามที่กรุงเทพฯ
เวลา 05.20 ของวันที่ 11 สิงหาคม 2005 ที่ฐานปล่อย ELA-3 ใน Kourou ดินแดนโพ้นทะเล French Guiana ตรงกับ 15.20 ในกรุงเทพฯ จรวด Ariane 5 บินขึ้นฐานพร้อมดาวเทียมของ Shin Satellite ที่มีมวลเกือบ 6.5 ตัน เมื่อจรวดพ้นฐาน เที่ยวบิน V166 ก็กำลังพาดาวเทียมสื่อสารที่หนักที่สุดในเวลานั้นขึ้นไปทำลายสถิติของ Anik F2 ซึ่ง Ariane 5 เพิ่งทำไว้เมื่อปีก่อน

ราว 28 นาทีหลังเริ่มเที่ยวบิน ดาวเทียมแยกตัวจากจรวดเข้าสู่ Geostationary Transfer Orbit หรือ GTO วงโคจรวงรีที่มีจุดสูงสุดใกล้ระดับความสูงที่มันจะทำงานจริง จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของตัวดาวเทียมที่จะปรับวงโคจรให้เกือบเป็นวงกลมเหนือเส้นศูนย์สูตร จนเข้าประจำตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ที่ระดับความสูงประมาณ 35,786 กิโลเมตร ที่นั่นดาวเทียมโคจรรอบโลกด้วยคาบเท่ากับการหมุนของโลกพอดี เมื่อมองจากพื้นจึงดูเหมือนแขวนอยู่ที่เดิม จานรับสัญญาณตามบ้านหรือสถานีภาคพื้นดินเลยหันค้างไว้ที่จุดเดียวได้
เราได้ค้นเจอเอกสาร Launch Kit ของ Ariane Space ซึ่งถือว่าน่าสนใจและเป็นหนึ่งในที่บันทึกประวัติศาสตร์วงการอวกาศไทยที่สำคัญไว้ได้เลยทีเดียว เลยใส่ลิงก์มาในบทความนี้เพื่อให้ได้เข้าไปอ่านกัน
ดาวเทียมที่เอาวิธีคิดแบบเสาสัญญาณมือถือขึ้นไปบนฟ้า
ในปี 2005 ที่อินเทอร์เน็ตตามบ้านยังมีคำว่า ADSL ติดอยู่เต็มโฆษณา คำถามของ IPSTAR คือจะเอา Broadband ไปถึงคนที่สายสัญญาณยังไปไม่ถึงอย่างไร ดาวเทียมดวงนี้สร้างโดย Space Systems/Loral ของสหรัฐฯ สำหรับผู้ให้บริการไทย และถูกออกแบบให้รับส่งข้อมูลสองทางตั้งแต่ต้น จานที่ปลายทางจึงใช้ทั้งส่งคำขอและรับข้อมูลกลับมาได้ ส่วน Gateway ภาคพื้นดินทำหน้าที่เชื่อมดาวเทียมเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนโลก ลองนึกถึงการต่อเน็ตจากพื้นที่ห่างไกลที่การลากสายไปถึงลูกค้าแต่ละแห่งแพงมาก การติดจานหนึ่งใบทำให้ช่วงสุดท้ายของเครือข่ายข้ามภูเขาหรือทะเลไปได้เลย

ถ้าดาวเทียมโทรทัศน์ต้องส่งรายการเดียวกันให้คนดูทั้งภูมิภาค ลำสัญญาณกว้าง ๆ ก็ทำงานได้ดี แต่เมื่อคนในแต่ละพื้นที่ต่างเปิดเว็บ ส่งไฟล์ หรือใช้บริการคนละอย่าง การแบ่งแผนที่ออกเป็นช่องเล็ก ๆ จะทำให้ใช้ความถี่ได้คุ้มกว่า IPSTAR ใช้ Spot Beam ถึง 84 ลำในย่าน Ku-band คล้ายการแบ่งพื้นที่ให้บริการของเสาสัญญาณมือถือ พื้นที่ที่แยกจากกันพอสามารถใช้ความถี่ชุดเดิมซ้ำได้โดยลดการรบกวนระหว่างกัน ผลคือความจุรวมสูงสุดราว 45 กิกะบิตต่อวินาทีสำหรับทั้งระบบในเอเชียแปซิฟิก ตัวเลขนี้คือข้อมูลที่ดาวเทียมรองรับรวมกัน ไม่ใช่ความเร็วของจานแต่ละใบ วิธีเพิ่มความจุด้วยการแบ่งลำสัญญาณและใช้ความถี่ซ้ำคือสิ่งที่ทำให้ IPSTAR ได้ชื่อว่าเป็น High Throughput Satellite หรือ HTS ดวงแรกของโลก
บริษัทไทยคม ดาวเทียมไทยคม และรัฐไทย ถืออะไรอยู่คนละมือ
ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมดาวเทียมที่บริษัทเอกชนจัดหาจึงต้องส่งมอบคืนให้รัฐ ต้องย้อนกลับไปวันที่ 11 กันยายน 1991 ที่กระทรวงคมนาคมลงนามให้สัมปทาน 30 ปีแก่บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ โดยทักษิณ ชินวัตร ลงนามในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ฝั่งเอกชนจัดหาเงิน จ้างสร้างและปล่อยดาวเทียม ตั้งสถานีภาคพื้น แล้วหารายได้จากการขายช่องสัญญาณพร้อมจ่ายผลตอบแทนตามสัญญา ส่วนฝั่งรัฐได้กรรมสิทธิ์ในดาวเทียมตามเงื่อนไขหลังดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรและผ่านการทดสอบ ก่อนให้เอกชนครอบครองและใช้เดินกิจการต่อ ระบบนี้เรียกว่า Build–Transfer–Operate หรือ BTO ลำดับของสามคำนี้สำคัญ เพราะรัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ตั้งแต่บริษัทกำลังเดินกิจการอยู่ โดยดูรายละเอียได้จาก สัญญาสัมปทานที่ปรากฏในคำพิพากษาคดี อม. 1/2553
ลองนึกถึงสถานีขนส่งที่เอกชนออกเงินสร้าง เมื่อสร้างเสร็จอาคารเป็นของรัฐ แต่เอกชนยังถือกุญแจ เปิดสถานี เก็บค่าใช้บริการ และส่งส่วนแบ่งให้รัฐได้ตามอายุสัญญา พอหมดสัญญาจึงถึงเวลาคืนกุญแจ ในกรณีดาวเทียม กุญแจที่ว่าคือการครอบครองและสิทธิบริหารทรัพย์สิน รวมถึงระบบภาคพื้นตามขอบเขตที่ตกลงกัน ตัวดาวเทียมอยู่บนฟ้าที่เดิมได้ตลอดการส่งมอบ ส่วนชื่อ “ไทยคม” ที่อยู่ทั้งบนดาวเทียมและป้ายบริษัทก็ยิ่งทำให้สองบทบาทนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน
ระหว่างอายุสัญญา ฝั่งรัฐเองก็เปลี่ยนคนดูแล จากกระทรวงคมนาคมมาเป็นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวง ICT ที่ตั้งขึ้นในปี 2002 ก่อนที่ภารกิจจะมาอยู่กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ในปี 2016 เมื่อสัมปทานสิ้นสุดวันที่ 10 กันยายน 2021 กระทรวงดีอีรับมอบการครอบครองและให้ NT บริหาร Thaicom 4 และ Thaicom 6 ต่อ บริษัทไทยคมยังมีบทบาทอยู่ ทั้งการขายบริการให้ลูกค้าบางส่วนผ่านความจุที่บริษัทในเครือซื้อจาก NT และการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ NT ว่าจ้างให้ช่วยควบคุมดาวเทียม นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมข่าวปลดระวางออกจาก Gulf Space แต่ผู้ยุติบริการคือ NT ประวัติการปรับโครงสร้างกระทรวง โดยดูได้จาก คำอธิบายของบริษัทหลังหมดสัมปทาน และ รายละเอียดการว่าจ้างและปลดระวาง
เมื่อดาวเทียมที่ล้ำกว่า ถูกนับเป็นดาวเทียมสำรอง
ใน รายละเอียดทางเทคนิคในคำพิพากษา บอกว่าสัญญาเดิมให้จัดหาทั้งดาวเทียมหลักและดาวเทียมสำรอง เพื่อให้บริการเดินต่อได้เมื่อดวงหลักมีปัญหา Thaicom 3 ใช้ทั้ง C-band และ Ku-band ขณะที่ IPSTAR ใช้ Ku-band ติดต่อกับผู้ใช้และ Ka-band ติดต่อกับ Gateway โดยไม่มี C-band เลย ถ้าบริการเดิมพึ่งช่อง C-band อยู่ ความจุ 45 กิกะบิตต่อวินาทีของ IPSTAR ก็เปิดช่อง C-band ให้ลูกค้ารายนั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนมีรถสำรองที่เร็วกว่าเดิมมาก แต่พอรถประจำทางเสีย รถคันใหม่กลับรับผู้โดยสารของสายเดิมได้เพียงบางส่วน
ก่อนปล่อยดาวเทียม เรื่องนี้ขึ้นโต๊ะคณะกรรมการประสานงานตามสัญญาแล้ว ในเดือนสิงหาคม 2002 กรมไปรษณีย์โทรเลขและที่ประชุมครั้งแรกมองว่า IPSTAR เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ แต่เมื่อประชุมอีกครั้งในเดือนกันยายน แนวพิจารณาเปลี่ยนไปให้น้ำหนักกับแผนสำรองและคุณสมบัติโดยรวม เปิดทางให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นอนุมัติ IPSTAR เป็นดาวเทียมสำรองเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2002 ก่อนการตั้งกระทรวง ICT เพียงไม่กี่วัน การจัดประเภทมีผลเป็นเงินลงทุนจริง เพราะการนับ IPSTAR เป็นดวงสำรองทำให้บริษัทเดินหน้าโครงการ Broadband ภายใต้สัมปทานเดิมได้โดยไม่ต้องจัดหาดาวเทียมสำรองแยกอีกดวงตามแนวทางที่ศาลพิจารณาในภายหลัง ลำดับการอนุมัติในคำพิพากษา
พอถึงเดือนมกราคม 2006 เพียงไม่กี่เดือนหลัง IPSTAR ขึ้นสู่วงโคจร ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นในชินคอร์ปให้กลุ่มนักลงทุนที่นำโดย Temasek ของสิงคโปร์ ดีลนี้ทำให้เรื่องดาวเทียมขยับจากห้องประชุมของคนทำสัมปทานไปอยู่กลางข้อถกเถียงเรื่องความมั่นคงและอำนาจควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่ซื้อขายกันคือหุ้นในบริษัทแม่ของผู้ดำเนินกิจการดาวเทียม ส่วนกรรมสิทธิ์ในตัวดาวเทียมและเงื่อนไขการเดินกิจการยังต้องอ่านจากสัญญาสัมปทาน ถ้าแยกสองชั้นนี้ออกจากกัน จะเห็นว่าคนกังวลกันทั้งเรื่องใครถือทรัพย์สินและใครมีอำนาจบริหารระบบที่ประชาชนใช้อยู่ รายงานร่วมสมัยว่าด้วยผลของดีลต่อกิจการสื่อสาร
เรื่องการอนุมัติ IPSTAR กลายเป็นประเด็นหนึ่งในคดียึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร คำพิพากษาคดี อม. 1/2553 เมื่อปี 2010 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า IPSTAR ทดแทน Thaicom 3 ทั้งดวงไม่ได้ และพิจารณาการอนุมัติดังกล่าวในฐานะการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทในกลุ่มชินคอร์ป อีกประเด็นที่ศาลพิจารณาควบคู่กันคือการแก้เงื่อนไขให้ชินคอร์ปถือหุ้นในบริษัทผู้ดำเนินกิจการดาวเทียมขั้นต่ำลดจาก 51% เหลือ 40% เรื่องที่เริ่มจากคำถามว่าความถี่สองย่านใช้แทนกันได้หรือไม่ จึงไปถึงคำถามทางการเมืองว่าใครได้ประโยชน์เมื่อรัฐตีความหรือเปลี่ยนเงื่อนไขสัมปทานระหว่างทาง
ห้าปีหลังหมดสัมปทาน ยังมีข้อพิพาทอีกเรื่องว่ากุญแจที่รัฐรับมานั้นครบชุดหรือยัง ในเดือนกันยายน 2026 คณะรัฐมนตรีมอบอำนาจให้กระทรวงดีอีดำเนินการเรียกค่าปรับและค่าเสียหายราว 1,259 ล้านบาท จากข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบทรัพย์สินและการปฏิบัติตามสัญญาของ Thaicom 4 และ Thaicom 6 รายการที่โต้แย้งกันมีทั้งระบบควบคุมสำรองและอุปกรณ์ Gateway ของ Thaicom 4 ฝั่งบริษัทชี้แจงว่าได้ส่งมอบทรัพย์สินที่อยู่ในขอบเขตสัญญาครบแล้ว ส่วนกระทรวงดีอีระบุว่าได้ดำเนินการตามมติ ครม. และเรื่องอยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ เรื่องนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับขอบเขตการส่งมอบ ส่วนการปลดระวางเป็นการตัดสินใจเรื่องอายุใช้งานของดาวเทียมที่ NT บริหารอยู่
จุดเครื่องยนต์เพื่อย้ายออกจากวงแหวน GEO
ตามข้อมูลที่ Spaceth ได้รับจากแหล่งข่าว แผนปัจจุบันคือจุด Thruster รวม 3 ครั้ง ระหว่างวันที่ 10–15 พฤศจิกายน 2026 โดยครั้งแรกมีกำหนดใน วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2026 เวลา 16.05 ตามเวลาไทย การหยุดให้บริการในวันที่ 8 คือการปิดงานด้านสื่อสาร ส่วนการเริ่มปลดระวางในวันที่ 9 คือจุดเริ่มของกระบวนการที่จะพาดาวเทียมออกจากวงโคจรใช้งาน ทั้งสามวันจึงอ้างถึงคนละขั้นตอนของงานเดียวกัน กำหนดหยุดบริการและเริ่มปลดระวาง
สำหรับดาวเทียมที่อยู่สูงเกือบ 36,000 กิโลเมตร การปลดระวางตามปกติคือใช้เชื้อเพลิงช่วงท้ายยกตัวขึ้นไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อให้ทั้งวงโคจรใหม่พ้นย่านที่ดาวเทียม GEO ยังใช้งานอยู่ วงโคจรที่สูงขึ้นมีคาบยาวขึ้น ดาวเทียมจึงค่อย ๆ เคลื่อนจากลองจิจูดเดิมเมื่อมองจากพื้นโลก ส่วนแนวปฏิบัติทั่วไปหลังย้ายวงโคจรคือทำ Passivation หรือลดพลังงานที่สะสมในระบบเท่าที่ทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงที่ดาวเทียมจะแตกเป็นชิ้นส่วนในอนาคต ที่เรียกว่า “วงโคจรสุสาน” จึงเป็นบริเวณที่ดาวเทียมเก่ายังโคจรรอบโลกต่อไป โดยเว้นระยะจากวงแหวนที่มีดาวเทียมทำงานอยู่
ส่วนตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออกยังมีความสำคัญต่อแผนธุรกิจดาวเทียมไทย ดาวเทียมเก่าที่ต้องส่งมอบตามสัมปทานกับสิทธิใช้ข่ายงานดาวเทียมในตำแหน่งเดิมเป็นคนละเรื่องกัน ในระบบใบอนุญาต กสทช. เปิดประมูลสิทธิใช้ข่ายงานดาวเทียมเมื่อปี 2023 โดย Space Tech Innovation ในกลุ่มไทยคมชนะชุดที่ครอบคลุม 119.5 และ 120 องศาตะวันออก Thaicom 9 และ Thaicom 10 จึงถูกวางไว้ที่ 119.5 องศาตะวันออกเหมือน IPSTAR แต่คนละยุคของเทคโนโลยี ดวงแรกเป็น MicroGEO ส่วน Thaicom 10 ใช้แพลตฟอร์ม OneSat ที่ปรับพื้นที่ครอบคลุม ความถี่ Thorughtput ระหว่างอยู่ในวงโคจรได้ โดยบริษัทระบุว่ารองรับ Thorughtput รวมมากกว่า 120 กิกะบิตต่อวินาที
สนามทดลอง Space Situational Awareness ของไทย
การปลดระวางครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในการเคลื่อนย้ายดาวเทียมครั้งสำคัญของไทย และเป็นกรณีจริงให้ทั้งหน่วยงานรัฐและนักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่มีอุปกรณ์เหมาะสมใช้ทดสอบงาน Space Situational Awareness หรือ SSA ตั้งแต่หาตัวดาวเทียมให้เจอ วัดตำแหน่ง ไปจนถึงใช้ข้อมูลหลายช่วงเวลาคำนวณวงโคจรใหม่ ไทยมีทั้งระบบติดตามวัตถุอวกาศ GARNET ของ GISTDA และระบบกล้องโทรทรรศน์ติดตามวัตถุอวกาศที่ NARIT พัฒนาขึ้น รวมถึงกลุ่มนักดาราศาสตร์และติดตามวัตถุท้องฟ้าของไทยอื่น ๆ ซึ่งเป็นตัวอย่างของขีดความสามารถที่นำมาใช้กับโจทย์ลักษณะนี้ได้
ในทางปฏิบัติ นักสังเกตการณ์เริ่มจากค้นหา Thaicom 4 ด้วยหมายเลขแค็ตตาล็อก NORAD 28786 แล้วใช้ดาวพื้นหลังเป็นไม้บรรทัด วัดตำแหน่งของ IPSTAR จากภาพที่บันทึกเวลาถ่ายอย่างแม่นยำ แล้วนำภาพหลายคืนมาเทียบกัน การจุดทรัสเตอร์ครั้งแรกอยู่ในช่วงบ่ายตามเวลาไทย งานของกล้องภาคพื้นดินจึงอยู่ที่การเก็บตำแหน่งในช่วงที่ท้องฟ้าและแสงเอื้อ แล้วดูว่าวงโคจรที่คำนวณจากข้อมูลหลังการจุดทรัสเตอร์ต่างจากวงโคจรเดิมอย่างไร เมื่อดาวเทียมเริ่มเคลื่อนออกไป พิกัดคาดการณ์จากข้อมูลเก่าก็อาจคลาดเคลื่อนจนต้องปรับแผนค้นหา ตรงนี้เองที่ทำให้การตามดาวเทียมที่กำลังย้ายวงโคจรเป็นโจทย์คนละแบบกับการเล็งไปยังดาวเทียมที่ประจำตำแหน่งอยู่ทุกคืน
สำหรับลูกค้าและคนทั่วไปอย่างเรา ๆ วันสุดท้ายของ IPSTAR คือวันที่จานเปลี่ยนไปรับบริการจากที่อื่น สำหรับคนเฝ้าดูท้องฟ้า เรื่องจะดำเนินต่อไปอีกหลายคืน เมื่อจุดแสงที่เคยอยู่แถวพิกัดเดิมเริ่มเคลื่อนไปจากตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก หลังอยู่ตรงนั้นมานานพอให้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากสายโทรศัพท์มาถึงยุคที่เราคุยเรื่องดาวเทียมปรับพื้นที่ให้บริการได้ด้วยซอฟต์แวร์ การวัดว่าจุดแสงนั้นไปอยู่ตรงไหนต่อคืออีกงานหนึ่งที่ดาวเทียมอายุ 21 ปีดวงนี้ทิ้งไว้ให้คนบนโลกทำ และสิ่งนี้น่าจะเป็นตัวสะท้อนว่า 21 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งเทคโนโลยี การเมือง ผู้คน และความคิดของคน
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co