ผู้เขียนไม่ใช่คนที่ดูดาวบ่อย แม้จะบอกว่าทำเว็บอวกาศหรือดาราศาสตร์ก็เถอะ เราใช้เวลา 2-3 ครั้งต่อปีเท่านั้น เดินทางขึ้นไปที่จังหวัดเชียงใหม่ บนยอดดอยอินทนนท์ จุดที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดินแดนที่ท้องฟ้าใสที่สุด เวลาแค่คืนเดียวที่อยู่บนนั้นเหมือนกับการได้ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับสิ่งที่ตัวเองกำลังศึกษา

เราก็เหมือนทุกคน ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร มองขึ้นไปถ้าโชคดีก็อาจจะได้เห็นดาวที่มีความสว่างหน่อย บางวันก็ไม่เห็นอะไรเลย แต่สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเราไว้ใจมันมากแค่ไหน เวลาที่เราเขียนบรรยายถึงการเกิดและดับของดาวฤกษ์ เขียนถึงหลุมดำ และดาวที่อยู่ห่างออกไปหลายพันล้านปีแสง เราไม่เคยเห็นมันกับตาด้วยซ้ำแต่เรากลับเชื่อในสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ ที่บอกว่ามันมีอยู่จริง และมันอยู่บนนั้นแม้เรามองไม่เห็น

ในปี 2017 ผู้เขียนเคยพูดบนเวที TEDx ในชื่อเรื่อง ความสงสัยและฝุ่นผงจากดวงดาว ว่า “วิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของธรรมชาติลดลง” แต่มันกลับทำให้ธรรมชาตินั้นสวยงามขึ้นเพราะยิ่งเรารู้จักมันมากเท่าไหร่ มุมมองของเราจะไม่จำกัดอยู่แค่กับสิ่งที่เรามองเห็น แต่เราจะเห็นความสวยงามที่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่คนอื่นนิยามว่าสวย แต่เป็นความสวยงามที่เราสัมผัสได้ด้วยตัวเองจากข้างใน จากการร้อยเรียงข้อมูลและความเข้าใจนั้น

วันนี้เรามีหนึ่งในวิธีการมองดาวในแบบที่จะทำให้เราอบอุ่น ไม่ใช่จากความสวยงามที่คนอื่นนิยามไว้ แต่เป็นความสวยงามที่เกิดจากวิทยาศาสตร์มาเล่าให้ฟัง

ตัวเรามาจากบนนั้น คนข้าง ๆ เราคือความบังเอิญที่มาพบเจอกัน

ต้นปี 2019 เราเดินทางไปบนดอยอินทนนท์ คืนนั้นท้องฟ้าค่อนข้างใส เราเห็นดาวชัดและอุณหภูมิอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส เรานอนตัวพาดกันทุกคนมีส่วนใดส่วนหนี่งของร่างกายสัมผัสกัน แต่สายตาของทุกคนมองขึ้นไปยังท้องฟ้า นั่นคือสิ่งเดียวที่เราเห็นคือแสงของดาว ที่ห่างออกไปหลายพันหลายล้านปีแสงกำลังเดินทางมาหาเรา

ตอนนั้นเราลืมทุกอย่างจริง ๆ อยู่กับ 2 สิ่งที่เรารักมากที่สุด คนกลุ่มนี้และท้องฟ้า ความมืดทำให้เราไม่เห็นคนที่อยู่ข้าง ๆ เรา แต่เราสัมผัสเขาได้ว่าอยู่ตรงนี้ ความอบอุ่นจากร่ายกาย สัมผัสจากมือ เสียงของลมหายใจ สัมผัสของความมีชีวิต

ชีวิตเกิดจากไหนเราไม่รู้ รู้แต่ว่าแคลเซียมในกระดูก ออกซิเจนในเลือด และองค์ประกอบของชีวิต ธาตุพวกนี้ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับจักรวาล ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับโลก แต่มันเกิดได้เฉพาะในแกนกลางของดาวฤกษ์ เมื่อดาวฤกษ์สิ้นอายุขัย เกิด Supernova หรือ “นวดารา” สสารพวกนี้โดนแรงระเบิดทำให้กระจายฟุ้งไปทั่วจักรวาล เกิดเป็นชีวิตใหม่ ๆ ดาวฤกษ์ดวงใหม่ ๆ ดาวเคราะห์ และกลายเป็นธาตุในร่างกายของเรา พูดได้เช่นกันว่าชีวิตของเรานั้นเกิดจากความตายของดาวบนฟ้าซักดวง ที่เคยอยู่บนนั้นตอนนี้มันอาจจะไม่อยู่แล้ว แต่กลายมาเป็นสสารที่ทำให้เกิดตัวเรา เกิดเป็นชีวิต

คนข้าง ๆ เราก็เหมือนกัน เป็นความบังเอิญที่ทำให้เกิดชีวิต เราไม่มีทางรู้ว่าเรามาจากจุดไหนในเอกภพ แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว เพราะเรากำลังอยู่ด้วยกันตรงนี้ สัมผัสกัน ชีวิตต่อชีวิต และกำลังมองท้องฟ้าอันเป็นที่มาที่แท้จริงของชีวิต

Carl Sagan เคยพูดไว้ว่า “We are star stuff which has taken its destiny into its own hands” เราคือฝุ่นผงจากดวงดาวที่กุมชะตาชีวิตของตัวเอง ความหมายของมันคือแม้ว่าชีวิตเราจะเกิดจากความบังเอิญ แต่พอมันกลายเป็นเรา เป็นชีวิต เรากลับเลือกมันได้ เรากลับเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระด้วยพลังงานจากภายใน ที่สำคัญคือเรามีความรู้สึก ความรัก ความผูกพัน ความเกลียด ความเศร้า สิ่งนี้เราเลือกได้ เลือกที่จะให้มันกับชีวิตอีกชีวิตนึง

สำหรับผู้เขียน น่าแปลกที่ความบังเอิญนี้ทำให้ได้มาเจอกับคนเหล่านี้ ทำให้ได้มาบอกเล่าเรื่องราวของจักรวาลและถ่ายทอดมุมมองที่มีโดยอาศัยทั้งหลักการ กฎทางฟิสิกส์ และความรู้สึกของเรา

เวลาที่เราดูดาว เราไม่ได้แค่มองดูแผ่นฟ้าสีดำและจุดสีขาวบนนั้น แต่เรากำลังดูอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปพร้อม ๆ กัน เรากำลังดูที่มาของชีวิตและกฎทางฟิสิกส์ทั้งหมดที่เราเรียนรู้กันบนโลกแต่พยายามจะใช้มันอธิบายเอกภพทั้งหมด และที่สำคัญเรากำลังเข้าใจความบังเอิญที่ทำให้เราได้มาอยู่ตรงนี้

 

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co



บทความที่เกี่ยวข้อง





เข้าสู่ระบบ