ย้อนกลับไปในปี 2020 ตอนที่ประเทศไทย ประกาศโครงการ Thai Space Consortium หรือ TSC เป็นครั้งแรกในตอนนั้นแผนคือการสร้างดาวเทียมในซีรีส์หลายดวง โดยดาวเทียมดวงแรกที่ได้รับการพูดถึงคือ TSC-Pathfinder และดาวเทียม TSC-1 ซึ่งทั้งสองจะเป็นดาวเทียม (ซึ่งหลังจากนี้เราจะใช้คำว่ายานอวกาศ) โคจรรอบโลก ก่อนที่ TSC-2 จะเป็นยานอวกาศเดินทางสู่ดวงจันทร์
เราสามารถพูดได้ว่า TSC-P นั้น คือจุดเริ่มต้นของโครงการ TSC เนื่องจากประวัติศาสตร์ของมันย้อนกลับไปในปี 2018 ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT ลงนามร่วมกับ Changchun Institute of Optics, Fine Mechanics and Physics สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการร่วมถ่ายทอดความรู้ในการสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก พร้อมอุปกรณ์การถ่ายภาพเพื่อสำรวจโลกติดตั้งบนตัวดาวเทียม หลังจากนั้นก็เกิดเป้าหมายการสร้างดาวเทียมวิจัยฝีมือคนไทย จนเกิดเป็นโครงการ TSC ในที่สุด
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป เราได้เห็นพัฒนาการและการเติบโตของโครงการ TSC มาเรื่อย ๆ แม้จะล่าช้ากว่ากำหนด แต่ดาวเทียม TSC-1 ณ ตอนนี้ ก็ได้รับการถูกประกอบอยู่ที่เชียงใหม่ และเข้าใกล้สู่ความพร้อมสำหรับการนำส่งเต็มทีแม้จะเลยจากกำหนดการณ์เดิมที่วางไว้ในช่วงปี 2025 โดยล่าสุด ทีมงานได้เข้าไปบันทึกบรรยากาศการประกอบและรายงานไว้ในบทความ พาชมยานอวกาศ TSC-1 ที่กำลังประกอบที่เชียงใหม่ ในช่วงปลายปี 2025 และก่อนหน้านั้นเอง NARIT ก็ได้มีการสร้างดาวเทียมแบบ CubeSat ขั้นกลางระหว่าง Timeline ของ TSC-P และ TSC-1 ตั้งชื่อว่า NARIT Cube-1 โดยเริ่มต้นการสร้างในปี 2023 อย่างไรก็ดี ดาวเทียม NARIT Cube-1 ไม่เคยเดินทางถึงอวกาศ แม้จะประกอบเสร็จสมบูรณ์ แต่จากความผิดพลาดของจรวดนำส่งของบริษัท Space One ทำให้ NARIT Cube-1 ระเบิดไปพร้อมกับจรวด 95 วินาทีหลังการปล่อย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2024

คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับดาวเทียม TSC-P กันแน่ คำตอบก็คือจริง ๆ แล้วดาวเทียม TSC-P นั้นได้รับการประกอบจนเกือบสมบูรณ์แล้วที่ Changchun Institute of Optics, Fine Mechanics and Physics ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ TSC ซึ่งตัว TSC-P มีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม มีขนาดกว้าง 90 เซนติเมตร ยาว 800 เซนติเมตรและสูง 120 เซนติเมตร ออกแบบให้โคจรที่วงโคจรความสูง 500 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ไม่สามารถเคลื่อนย้าย TSC-P มายังประเทศไทยได้ เนื่องด้วยข้อตกลงกับทางสถาบันฯ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ไม่ได้มีงบสำหรับการปล่อยดาวเทียม ซึ่งเราได้รายงานกรณีนี้ไว้ในบทความเมื่อปี 2023 ในหัวข้อ อัพเดทโครงการ Thai Space Consortium ปี 2023
และแน่นอนว่าหลังจากนั้น เราก็ไม่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับ TSC-P อีกเลย วิศวกรที่ประกอบ TSC-P ก็ได้เปลี่ยนมาโฟกัสกับโครงการความร่วมมือการสำรวจอวกาศห้วงลึกกับ DSEL หรือ Deep Space Exploration Lab ที่ต่อมานำไปสู่การ ILRS หรือ International Lunar Reserach Station ในปี 2024 ที่เปิดทางให้ไทยได้ร่วมส่งชุดการทดลองไปกับโครงการ Chang’e 7 และ 8 ตามลำดับ
การกลับมาพูดถึง TSC-P อีกครั้งในรอบหลายปี
5 มิถุนายน 2026 เป็นเวลากว่า 3 ปี หลังจากที่เรารายงานเรื่อง TSC-P ไปครั้งล่าสุด ทาง NARIT ก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลในข่าว ไทย-จีน จับมือพัฒนากล้องโทรทรรศน์อวกาศในย่านอัลตราไวโอเลต บนดาวเทียม TSC-P ยกระดับดาวเทียมสำรวจโลก เป็นดาวเทียมปฏิบัติภารกิจด้านอวกาศ โดยเนื้อหาได้ระบุไว้ว่า คณะผู้แทนไทยจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้อำนวยการ NARIT ได้หารือกับ Harbin Institute of Technology, Changchun Institute of Optics, Fine Mechanics and Physics และ National Astronomical Observatories ของ Chinese Academy of Sciences ในการพัฒนากล้องโทรทรรศน์อัลตราไวโอเลตหรือ UV ที่จะติดตั้งบน TSC-P

เดิมทีนั้นยาน TSC-P จะได้รับการติดตั้งกล้องถ่ายภาพโลกแบบ Hyperspectral ความละเอียดโดยประมาณ 1 เมตรต่อ 1 พิกเซล ออกแบบมาเพื่อหัวถ่ายภาพโลก แต่จากข่าวล่าสุดนั้น Payload ชิ้นนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นกล้องย่าน Near-UV ที่ย่านคลื่น 280-400 นาโนเมตร โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางกระจก 35 เซนติเมตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปรากฎการณ์ในอวกาศ เช่น ดาวเคราะห์นอกระบบ ดาวฤกษ์เกิดใหม่ กาแล็กซี ตลอดไปจนถึงการก่อกำเนิดของเอกภพ โดยทาง NARIT ได้ระบุว่า ณ ปัจจุบัน กล้องโทรทรรศน์อวกาศในย่าน UV ยังมีไม่มากนัก และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่กล้องของไทยจะได้ช่วยสร้างการค้นพบใหม่ ๆ ทางดาราศาสตร์
ย่าน UV นั้นถือว่าเป็นที่นิยมในยานอวกาศและกล้องโทรทรรศน์ต่าง ๆ มาก กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble เอง Wide Field Camera 3 หรือ WFC3 มีช่อง UVIS ที่ทำงานตั้งแต่ช่วง Ultraviolet ไปจนถึง Visible และ Near-Infrared หรือกล้อง GALEX ของ NASA ที่ออกแบบมาให้ทำงานในย่าน Ultraviolet นอกจากนี้ กล้องย่าน Ultraviolet ถูกนำไปติดตั้งบนยานอวกาศหลากหลายลำเช่น LAMP หรือ Lyman-Alpha Mapping Project บนยาน Lunar Reconnaissance Orbiter เป็น UV Spectrograph ใช้สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ในบริเวณเงามืดถาวร โดยอาศัยแสง UV
สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อไทยและภาพรวมวงการอวกาศไทย
ประเด็นแรกก็คือ นี่จะนับว่าเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย มีกล้องโทรทรรศน์อวกาศเป็นของตัวเอง และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ NARIT จะได้ครอบครองกล้องโทรทรรศน์อวกาศ นับว่าเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่การก่อตั้ง ที่ค่อย ๆ ขยายขอบเขตการศึกษา ตั้งแต่ Visible Light บนโลก ต่อมาได้มีการสร้าง Radio Telescope และต่อมาก็มาถึงยุคของย่านคลื่นที่ไม่สามารถศึกษาได้บนพื้นโลก เนื่องจากถูกบดบังโดยบรรยากาศ จากการเริ่มต้นด้วยย่าน Ultraviolet ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่ Near-Infrared หรือ Gammar ได้ในอนาคต โดยเฉพาะขณะที่ซีรีส์ของ TSC ยังคงดำเนินต่อไป
ประเด็นที่สองคือ นี่จะหมายความว่าวิศวกรที่อยู่ที่จีนของ NARIT จะกลับเข้าสู่โหมดงานสร้างยานอวกาศอีกครั้ง หลังจากที่ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีโฟกัสหลักอยู่ที่การช่วยพัฒนาอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ของไทยในโครงการ CLPS ของจีน บนยาน Chang’e 7 และ 8 ซึ่งนี่จะเป็นการวางราก และสร้างองค์ความรู้ที่สำคัญที่จะถูกถ่ายทอดมายังประเทศไทย เพื่อสร้างยานอวกาศในซีรีส์ TSC ต่อไป รวมถึงยานดวงจันทร์ TSC-2 ที่เฝ้ารอกันมานาน
และประเด็นสุดท้ายก็คือ นั่นหมายความว่าเราอาจได้เห็นการปล่อย TSC-P ขึ้นสู่อวกาศจริง ๆ เสียที ซึ่งก็ต้องบอกได้ว่าในช่วงหลัง ตลาดการปล่อยของจีนเติบโตขึ้นอย่างมาก มีอุตสาหกรรมและบริษัทอวกาศหน้าใหม่เติบโต ภาพที่เห็นในปี 2026 กับปี 2023 ตอนที่ TSC-P ถูกสร้างขึ้นมา ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้มีลุ้นว่า NARIT อาจได้ดีลการปล่อยที่ราคาจับต้องได้มากขึ้น รวมถึงจำนวนการปล่อยดาวเทียมในจีนช่วงหลังก็เติบโตอย่างมาก ทั้งดาวเทียมและยานอวกาศด้านวิทยาศาสตร์จากตลาดภาคการศึกษา จากปี 2023 ที่มีการปล่อยจรวด 60 เที่ยวบิน ในปี 2025 ที่ผ่านมา ยอดการปล่อยของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 92 เที่ยวบิน และในปี 2026 แค่เพียงครึ่งปี ในเดือนมิถุนายน จีนปล่อยจรวดไปแล้ว 140 เที่ยวบิน ยิ่งยอกย้ำว่า Demand และ Supply ของอวกาศจีนกำลังพากันโต TSC-P หากพัฒนาให้ดีก็จะกลายเป็นหนึ่งใน Ecosystem ที่สำคัญนี้เช่นกัน
สุดท้าย เราคงต้องติดตามข่าวกันต่อไปว่าทาง NARIT จะมีประกาศอะไรเพิ่มเติมอีกสำหรับกรณีนี้ และ TSC-P จะได้เดินทางสู่อวกาศจริง ๆ เมื่อไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นข่าวดีอย่างมากที่ไทยเราจะได้มีกล้องโทรทรรศน์อวกาศจริง ๆ ซักที เพื่อนำความรู้มาต่อยอดให้กับยานในซีรีส์ TSC ต่อไป
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co