หากย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อน คำถามนี้อาจฟังดูแปลกพอสมควร เพราะในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัสเซียถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมอวกาศโลก ยาน Soyuz กลายเป็นพาหนะหลักในการส่งมนุษย์สู่อวกาศ สถานีอวกาศ Mir คือหนึ่งในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ล้ำหน้าที่สุดของมนุษยชาติ และในหลายช่วงเวลา รัสเซียแทบเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศได้อย่างต่อเนื่อง

แต่หากมองมาที่สถานีอวกาศนานาชาติในปัจจุบัน จะพบความจริงที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง แม้รัสเซียจะยังคงเป็นหนึ่งในเจ้าของสถานีอวกาศนานาชาติแต่เมื่อพูดถึงการส่งการทดลองทางวิทยาศาสตร์ขึ้นสู่อวกาศ เรากลับได้ยินชื่อ NASA, ESA, JAXA หรือบริษัทเอกชนจากสหรัฐอเมริกามากกว่ารัสเซียอย่างชัดเจนคำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
สถานีอวกาศไม่ได้เป็นเพียงห้องทดลอง แต่เป็น “ระบบเศรษฐกิจ”
หลายคนมองสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเพียงห้องทดลองขนาดใหญ่ที่โคจรรอบโลก แต่ในความเป็นจริงสถานีฯ ในปัจจุบันคือระบบเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หน่วยงานอวกาศต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนแนวคิดจากการเป็น “ผู้ดำเนินการวิจัย” มาเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน” แทนที่ NASA จะต้องออกแบบและบริหารทุกการทดลองเอง NASA เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย บริษัท Startup หรือแม้แต่โรงเรียน สามารถซื้อบริการเพื่อส่งการทดลองขึ้นสู่อวกาศได้ ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของระบบนิเวศใหม่ทั้งหมด

ฝั่งสหรัฐอเมริกามี ISS National Laboratory ซึ่งทำหน้าที่คล้ายหน่วยงานกลางที่ช่วยให้นักวิจัยเข้าถึงสถานีอวกาศได้ง่ายขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง Nanoracks ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Voyager Space ได้สร้างโมเดลธุรกิจที่เปรียบเสมือน “Cloud Service สำหรับอวกาศ” นักวิจัยไม่จำเป็นต้องออกแบบระบบทั้งหมดเองอีกต่อไป เพียงเช่าพื้นที่และส่งการทดลองเข้าไปใช้งาน ซึ่งการทดลอง Thailand Liquid Crystal in Space ของไทย หรือโครงการไก่ไทยไปอวกาศของ CPF ก็ถูกส่งไปกับ Voyager Space ในยุโรป บริษัท Space Applications Services พัฒนาแพลตฟอร์ม ICE Cubes ที่ลดความซับซ้อนลงไปอีกระดับ จนมหาวิทยาลัยหรือ Startup สามารถส่งอุปกรณ์ทดลองขนาดเล็กขึ้นไปทำงานบนสถานีอวกาศได้ รวมถึงโครงการ TIGERS-X ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือฝั่งญี่ปุ่น ก็มีบริษัทเอกชนที่มาดูคือ JAMSS หรือ Japan Manned Space Systems Corporation ที่ดูแลการทดลองในโมดูล Kibo ของญี่ปุ่น สถานีอวกาศจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากโครงการของรัฐบาล กลายเป็น Marketplace สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรม
รัสเซียไม่เคยสร้าง Marketplace แบบนั้น
ฝั่ง Russian Segment ของสานีอวกาศนานาชาติ ถูกออกแบบภายใต้ปรัชญาที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ยุคสถานี Salyut ไปจนถึง Mir และสถานีอวกาศนานาชาติ ระบบอวกาศของรัสเซียถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจของรัฐเป็นหลัก นักวิจัยส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล สถาบันวิจัยแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Roscosmos ในมุมหนึ่ง แนวทางดังกล่าวมีข้อดี เพราะสามารถควบคุมคุณภาพและทิศทางการวิจัยได้อย่างชัดเจน แต่อีกมุมหนึ่ง มันทำให้ไม่เกิด “ตลาด” สำหรับผู้เล่นรายใหม่
หากเปรียบเทียบง่าย ๆ สหรัฐอเมริกาพยายามทำให้สถานีอวกาศกลายเป็นระบบคล้าย AWS หรือ Google Cloud ที่ใครก็สามารถเช่าทรัพยากรได้ ในขณะที่ฝั่งรัสเซียยังคงมีลักษณะคล้าย Data Center ภายในองค์กร ซึ่งผู้ใช้งานจำเป็นต้องประสานงานกับเจ้าของระบบโดยตรง ผลคือการเข้าถึงยากกว่า ใช้เวลามากกว่า และมีต้นทุนในการประสานงานสูงกว่า
แล้วโมดูล Nauka ที่ถูกส่งขึ้นไปใหม่ล่ะ
ในปี 2021 รัสเซียได้ติดตั้งโมดูล Nauka เข้ากับสถานีอวกาศนานาชาติ Nauka จากรัสเซีย โมดูลสุดท้ายของสถานีอวกาศนานาชาติ ในปีที่ 23 Nauka ถือเป็นห้องปฏิบัติการอวกาศที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซียบน สถานีอวกาศนานาชาติ มีทั้งอุปกรณ์ด้านชีววิทยา วัสดุศาสตร์ และระบบสนับสนุนการทดลองจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ ในสถานีฯ ฝั่งรัสเซียจะมีโมดูลอย่าง Zvesda และ Zarya ที่ทำหน้าที่เป็น Core Module ของสถานีฯ กล่าวคือเป็นที่อยู่หลักของลูกเรือ มีห้องน้ำ มีระบบ Life Suppport System ระบบการควบคุมไฟฟ้าและพลังงาน ไม่ได้เน้นไปที่การทดลองทางวิทยาศาสตร์
ในทางทฤษฎี Nauka สามารถรองรับการวิจัยเชิงพาณิชย์ได้ไม่ต่างจากห้องปฏิบัติการฝั่งตะวันตกแต่ปัญหาคือการมีห้องปฏิบัติการไม่ได้หมายความว่าจะมีผู้ใช้งาน สิ่งที่ทำให้ ICE Cubes หรือ ISS National Lab ประสบความสำเร็จไม่ใช่ตัวฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่คือระบบสนับสนุนทั้งหมด ตั้งแต่เอกสาร มาตรฐานความปลอดภัย ซอฟต์แวร์ การฝึกอบรม ไปจนถึงเครือข่ายลูกค้า Nauka มีห้องทดลอง แต่ยังไม่มี Ecosystem ที่แข็งแรงเทียบเท่าฝั่งตะวันตก

หลังปี 2022 ความแตกต่างดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น ความร้าวฉานในกลุ่มอดีตสหภาพโซเวียต ที่สะท้อนผ่านโครงการอวกาศ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีส่งผลกระทบโดยตรงต่อความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับมหาวิทยาลัย บริษัท และสถาบันวิจัยจากตะวันตก บริษัท Biotechnology หรือ Deep-Tech Startup ที่เคยอาจพิจารณาใช้บริการจากรัสเซีย เริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มจากสหรัฐฯ หรือยุโรปแทน ในทางเศรษฐศาสตร์ เครือข่ายแบบนี้มีลักษณะของ Network Effect อย่างชัดเจน เมื่อผู้ใช้งานส่วนใหญ่เลือกใช้แพลตฟอร์มหนึ่ง แพลตฟอร์มนั้นจะยิ่งดึงดูดผู้ใช้งานรายใหม่เข้ามาเพิ่มสุดท้ายผู้เล่นที่มีลูกค้ามากที่สุดจึงยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

ในรัสเซียจริง ๆ แล้วก็มีบริษัทอวกาศอยู่บ้าง เช่น Glavkosmos ถึงจะเป็นบริษัท แต่จริง ๆ เป็นบริษัทลูกของ Roscosmos มากกว่าเอกชนเต็มตัว ทำหน้าที่ขายบริการอวกาศเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การส่ง Payload การฝึกนักบินอวกาศ ไปจนถึงการท่องเที่ยวอวกาศยุค Soyuz ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Dennis Tito ที่เดินทางขึ้นสู่อวกาศในปี 2001 ที่เป็นนักท่องเที่ยวอวกาศคนแรก หรือกรณียุคใหม่ ๆ อย่างการไปถ่ายหนังในอวกาศของ Yulia Peresild และ Klim Shipenko ในปี 2022 ก็เป็นการคุยผ่าน Glavkosmos
แต่ถ้าพูดถึง “การส่งการทดลองขึ้นสถานีฯ” จริง ๆ ในทางปฏิบัติ นักวิจัยรัสเซียจำนวนมากยังคงเริ่มต้นจากการคุยกับสถาบันวิจัยหรือ Roscosmos โดยตรง มากกว่าการเปิดเว็บไซต์แล้วเลือกแพ็กเกจแบบที่เกิดขึ้นในฝั่งอเมริกา
แล้วหน้าตาของการทดลองในฝั่งรัสเซียเป็นยังไงบ้าง
รัสเซียมีวัฒนธรรมการทำวิทยาศาสตร์ต่างจากฝั่งอเมริกาและยุโรปพอสมควร คือฝั่งตะวันตกจะเน้น Life Science, Commercial Research, Biotechnology ส่วนฝั่งรัสเซียจะมีงานสาย Space Physics, Radiation, Materials Science และ Astrobiology เยอะมาก เพราะสืบทอดมาจากยุคสถานีอวกาศ Mir และ Salyut โดยตรง
หนึ่งในการทดลองที่โด่งดังของฝั่งรัสเซียคือ EXPOSE-R เป็นชุดการทดลองด้าน Astrobiology ที่ติดตั้งภายนอกสถานีอวกาศนานาชาติบนส่วน Russian Segment ของสถานีฯ โดยนำตัวอย่างทางชีววิทยาและเคมี เช่น สปอร์แบคทีเรีย เชื้อรา DNA กรดอะมิโน และสารอินทรีย์ต่าง ๆ ไปสัมผัสกับสภาพอวกาศจริงเป็นเวลานาน ทั้งสุญญากาศ รังสีคอสมิก รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เป้าหมายคือศึกษาว่าสิ่งมีชีวิตและโมเลกุลพื้นฐานของชีวิตสามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมของอวกาศได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงทดสอบแนวคิดว่าชีวิตอาจแพร่กระจายระหว่างดาวเคราะห์ผ่านอุกกาบาตหรือวัตถุจากอวกาศได้หรือไม่
โครงการนี้เป็นความร่วมมือขนาดใหญ่ระหว่างหลายประเทศในยุโรปและรัสเซีย ภายใต้การนำของ European Space Agency โดยใช้แพลตฟอร์ม EXPOSE ที่พัฒนาโดย German Aerospace Center และติดตั้งบนโมดูล Zvezda ของสถานีอวกาศผ่านความร่วมมือกับ Roscosmos นักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ ทั่วยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ส่งตัวอย่างเข้าร่วมการทดลอง ทำให้ EXPOSE-R กลายเป็นหนึ่งในโครงการ Astrobiology ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดบนสถานีฯ และเป็นรากฐานสำคัญของงานวิจัยเกี่ยวกับต้นกำเนิดชีวิต ความเป็นไปได้ของชีวิตบนดาวอังคาร และการป้องกันการปนเปื้อนทางชีวภาพในการสำรวจอวกาศในอนาคต.

ในงานฝั่ง Material Science ยังมี Plasma Crystal เป็นความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับเยอรมนี ศึกษา “Dusty Plasma” หรือพลาสมาที่มีอนุภาคฝุ่นลอยอยู่ข้างใน ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนัก นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างโครงสร้างที่คล้ายผลึกสามมิติและศึกษาพฤติกรรมของสสารที่อยู่กึ่งกลางระหว่างของแข็งกับของไหลได้ งานนี้เชื่อมโยงไปถึงฟิสิกส์ของดาวเคราะห์ วงแหวนดาวเสาร์ และการก่อตัวของระบบสุริยะยุคแรก

นอกจากนี้ยังมี Kristallizator การทดลองสร้างผลึกในอวกาศ โดยเฉพาะผลึกโปรตีนและวัสดุชนิดต่าง ๆ เนื่องจากในสภาวะไร้น้ำหนักจะไม่มีการพาความร้อนและการตกตะกอนแบบบนโลก ทำให้ได้ผลึกที่มีความสมบูรณ์สูงกว่า นักวิจัยใช้ข้อมูลเหล่านี้ทั้งในวัสดุศาสตร์และการพัฒนายา
สุดท้าย รัสเซียยังมีการทดลอง แต่ไม่ได้เปิดการค้าเท่าฝั่งตะวันตก
จะเห็นว่าการทดลองส่วนใหญ่ใน Russian Segment ยังคงดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย และโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหลัก ทำให้แม้จะมีศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และมีประสบการณ์ด้านการวิจัยในอวกาศยาวนานตั้งแต่ยุค Mir แต่ระบบนิเวศการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของฝั่งรัสเซียยังมีขนาดเล็กกว่าฝั่งตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด และไม่ค่อยปรากฏผู้ให้บริการเอกชนที่ทำหน้าที่คล้าย ISS National Laboratory, Voyager Space หรือ ICE Cubes ที่เปิดตลาดให้ลูกค้าทั่วโลกเข้าถึงการทดลองในอวกาศได้ง่ายนัก
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดอาจไม่ใช่การทดลองใดการทดลองหนึ่ง แต่คืออนาคตของโครงการอวกาศรัสเซียหลังยุคสถานีอวกาศนานาชาติ เมื่อรัสเซียมีแผนพัฒนาสถานีอวกาศแห่งใหม่ของตนเองภายใต้โครงการ Russian Orbital Service Station (ROSS) ซึ่งจะนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบางส่วนของสถาปัตยกรรมที่พัฒนามาจากโมดูล Nauka และโครงสร้างพื้นฐานบน Russian Segment มาสานต่อ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการสร้างสถานีอวกาศใหม่ แต่เป็นโอกาสที่รัสเซียจะกำหนดทิศทางของตนเองอีกครั้ง ว่าสถานีอวกาศในอนาคตจะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับงานวิจัยของรัฐและภารกิจเชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก หรือจะเปิดพื้นที่ให้กับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และลูกค้าต่างประเทศมากขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นกับสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์ในฝั่งตะวันตก
คำถามนี้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคสถานีอวกาศของรัฐบาลไปสู่ยุค Commercial Space Station อย่างรวดเร็ว ทั้งโครงการของ Voyager Space, Axiom Space, Vast และบริษัทเอกชนรายอื่นที่กำลังแข่งขันกันสร้างเศรษฐกิจในวงโคจรต่ำของโลก ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังผลักดันให้สถานีอวกาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ รัสเซียกลับยังคงยึดโมเดลที่รัฐเป็นศูนย์กลางมาตลอดหลายทศวรรษ อนาคตของ ROSS จึงอาจเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารัสเซียจะเลือกปรับตัวเข้าสู่ระบบนิเวศอวกาศเชิงพาณิชย์แบบใหม่ หรือจะยังคงรักษาแนวทางดั้งเดิมที่เน้นการควบคุมโดยภาครัฐเป็นหลัก ท่ามกลางโลกที่การเข้าถึงอวกาศกำลังเปิดกว้างกว่าที่เคยเป็นมา
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co