จีนประกาศภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ดวงใหม่ชื่อ Xihe-2 หรือที่รู้จักในชื่อ LAVSO จากชื่อเต็ม Lagrange-V Solar Observatory โดย Xihe-2 มีกำหนดเดินทางไปยังจุด Sun–Earth Lagrange L5 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร จุดนี้อยู่ในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ร่วมกับโลก แต่เยื้องออกไปประมาณ 60 องศา ทำให้ยานสามารถมองดวงอาทิตย์จากมุมที่ต่างจากโลกได้ โดยระยะทาง 150 ล้านกิโลเมตรนี้ไม่ใช่ระยะธรรมดา เพราะไกลกว่าดวงจันทร์ประมาณ 400 เท่า

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับภารกิจนี้คือ จีนเองได้ประกาศเปิดโอกาสให้ International Payload สามารถส่ง Proposal เพื่อนำเอาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ส่งไปกับภารกิจนี้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับโอกาสนี้ด้วยเช่นกัน เหมือนกับกรณีของยาน Chang’e 7, 8 ก่อนหน้านี้ โดยประกาศ China Invites International Partners for Xihe-2 Solar Observation mission ได้ระบุว่า ได้มีการกันพื้นที่ 15 กิโลกรัม ไว้สำหรับ Payload จากนานาชาติ ดังนั้น ภารกิจ Xihe-2 นี้ จึงน่าลองทำความเข้าใจ และดูว่าเรามีโอกาสที่จะส่งอะไรไปได้บ้าง
จุดเริ่มต้นของจีนในการมองดวงอาทิตย์
ก่อนจะมาถึง Xihe-2 จีนมีภารกิจ Xihe-1 มาก่อน ชื่อนี้มาจากเทพีสุริยะในตำนานจีน และถูกใช้กับดาวเทียมสำรวจดวงอาทิตย์ดวงแรกของประเทศ Xihe-1 หรือ Chinese H-Alpha Solar Explorer หรือตัวย่อว่า CHASE ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2021 ที่วงโคจรสูง 517 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก โคจรแบบ Sun-Synchronous Orbit ภารกิจหลักคือการสังเกตดวงอาทิตย์ในย่าน Hydrogen-alpha ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นย่านคลื่นสำคัญสำหรับการศึกษาชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะบริเวณ Photosphere และ Chromosphere ตรงนี้เป็นบริเวณที่เราเห็นการเคลื่อนที่ของพลาสมาและกิจกรรมบนดวงอาทิตย์
สิ่งที่ทำให้ Xihe-1 สำคัญคือความสามารถในการเก็บข้อมูลดวงอาทิตย์ทั้งดวงในหลายความยาวคลื่นพร้อมกัน พูดง่าย ๆ คือแทนที่จะถ่ายรูปดวงอาทิตย์เป็นภาพแบน ๆ ภาพเดียว Xihe-1 สามารถแยกชั้นข้อมูลออกมาได้ละเอียดขึ้น คล้ายการทำ CT Scan ให้ดวงอาทิตย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าก๊าซและพลาสมาในชั้นบรรยากาศสุริยะกำลังเคลื่อนที่อย่างไร ก่อนหน้านี้มีรายงานในบทความ China’s Xihe satellite achieves first 3D ‘CT’ scan of Sun’s atmosphere with over 300 layered slices: chief scientist บอกว่าภารกิจ Xihe-1 ถือว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จอย่างมากด้าน Heliophysics ของจีน และส่งข้อมูลมากกว่า 1.2 Petabits กลับโลก นำไปสู่งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 70 ชิ้น และเปิดให้ขอข้อมูลได้ Service Rules for the CHASE Satellite Data

อีกเรื่องที่จีนให้ความสำคัญมากใน Xihe-1 คือเทคโนโลยีแพลตฟอร์มดาวเทียมที่มีความนิ่งสูง เพราะการสังเกตดวงอาทิตย์ต้องการความแม่นยำสูงมาก หากยานหรือกล้องสั่นเพียงเล็กน้อย ข้อมูลที่ได้อาจเสียรายละเอียดสำคัญไปทันที ดังนั้น Xihe-1 จึงเป็นเหมือนสนามซ้อมสำคัญของจีน ทั้งในแง่การสังเกตดวงอาทิตย์ การสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ และการทดสอบแพลตฟอร์มดาวเทียมที่นิ่งพอสำหรับงาน Solar Observation ระดับสูง เมื่อภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ จีนจึงมีพื้นฐานเพียงพอที่จะขยับไปสู่ภารกิจที่ไกลและยากกว่าเดิมมาก นั่นคือ Xihe-2
ทำไมการมองดวงอาทิตย์จากหลายมุมถึงสำคัญ
การมองดวงอาทิตย์จากโลกมีข้อจำกัดสำคัญมากอย่างหนึ่ง คือเรามองจากมุมเดียวเสมอ โลกเห็นเพียงด้านที่หันเข้าหาเราในขณะนั้น ถ้ามี Active Region หรือบริเวณสนามแม่เหล็กปั่นป่วนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังดวงอาทิตย์ เราอาจยังไม่เห็นมันจนกว่าดวงอาทิตย์จะหมุนพามันเข้ามาอยู่ตรงหน้าโลก ตรงนี้เองที่ภารกิจ STEREO หรือ Solar TErrestrial RElations Observatory ของ NASA เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด STEREO ถูกปล่อยในปี 2006 โดยใช้ยานสองลำ ลำหนึ่งโคจรนำหน้าโลก (Ahead) อีกลำโคจรตามหลังโลก (Behind) ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้มองดวงอาทิตย์จากมุมที่ต่างออกไป ไม่ใช่แค่มุมเดียวจากโลก
ก่อน STEREO การติดตาม Coronal Mass Ejection หรือ CME หลายครั้งเหมือนเรายืนมองรถที่วิ่งตรงเข้ามาหาเรา เราเห็นว่ามีอะไรพุ่งออกมา แต่ประเมินขนาด ความเร็ว และทิศทางได้ยากมาก เพราะมันเคลื่อนที่มาตามแนวสายตาของเรา แต่เมื่อมียานอยู่ด้านข้าง เราจะเห็นโครงสร้างของ CME ชัดขึ้น เห็นว่ามันกว้างแค่ไหน เบี่ยงไปทางไหน และมีโอกาสชนโลกจริงหรือไม่ STEREO จึงเป็นภารกิจที่ทำให้มนุษย์เข้าใจดวงอาทิตย์ในมุมสามมิติมากขึ้น และทำให้วงการ Space Weather เห็นชัดว่า การพยากรณ์พายุสุริยะอย่างแม่นยำต้องใช้ข้อมูลจากหลายมุม ไม่ใช่อาศัยกล้องจากแนวโลก–ดวงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว
แต่ STEREO ไม่ได้ถูกออกแบบให้ไปประจำการที่จุด L5 โดยตรง ยานทั้งสองลำค่อย ๆ เคลื่อนห่างจากโลกไปตามวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้มุมมองเปลี่ยนไปตามเวลา ส่วน Xihe-2 ของจีน และ Vigil ของยุโรปที่กำลังจะตามมา เป็นแนวคิดอีกขั้นหนึ่ง คือการวางยานไว้ที่ L5 เพื่อให้มีดวงตาด้านข้างสำหรับเฝ้าดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง
Xihe-2 เมื่อจีนจะไปวางดวงตาที่ L5
หลังจากได้รับอนุมัติโครงการในช่วงต้นปี 2026 ที่รายงานใน “Xihe-2” Sun-Earth L5 Solar Exploration Project officially launches ยาน Xihe-2 ถูกออกแบบให้เดินทางไปยังจุด Sun–Earth L5 ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะมากสำหรับการสังเกตดวงอาทิตย์ จุดนี้ทำให้ยานเห็นบริเวณบนดวงอาทิตย์ที่กำลังจะหมุนเข้ามาหาโลกก่อนที่โลกจะเห็นหลายวัน สำหรับ Space Weather นี่คือเวลาที่มีค่ามาก เพราะการเตือนล่วงหน้าเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน อาจช่วยให้ผู้ควบคุมดาวเทียมเตรียม Safe Mode ได้ ช่วยให้นักบินอวกาศหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง และช่วยให้ระบบไฟฟ้าบนโลกเตรียมรับมือกับ Geomagnetic Storm ได้ดีขึ้น Lagrangian Point คืออะไร ทำไมยานอวกาศถึงต้องไปอยู่ตรงนั้น
ภารกิจ Xihe-2 มีเป้าหมายหลักในการศึกษาสนามแม่เหล็กใน Solar Active Regions ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความปั่นป่วนสูงบนดวงอาทิตย์ บริเวณเหล่านี้มักเป็นต้นกำเนิดของ Solar Flare และ CME หรือการพ่นมวลสารจาก Corona ออกสู่อวกาศ หาก CME พุ่งมาทางโลกและมีโครงสร้างสนามแม่เหล็กที่เหมาะสม มันสามารถรบกวนสนามแม่เหล็กโลก ทำให้เกิด Geomagnetic Storm และส่งผลต่อดาวเทียม ระบบสื่อสาร GPS การบิน และโครงข่ายไฟฟ้าได้

เครื่องมือวิทยาศาสตร์ของ Xihe-2 ถูกออกแบบมาให้ทำงานเป็นระบบ มีทั้งเครื่องมือสำหรับวัดสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ กล้อง Extreme Ultraviolet สำหรับดู Corona เครื่องมือถ่ายภาพ Corona และ Heliosphere เพื่อติดตาม CME ออกจากดวงอาทิตย์ เครื่องมือวัดรังสีพลังงานสูง และชุด In-Situ Sensors สำหรับวัดสภาพแวดล้อมจริง ณ ตำแหน่ง L5 เช่น Solar Wind อนุภาคพลังงานสูง และสนามแม่เหล็กระหว่างดาวเคราะห์
ความสำคัญของ L5 อยู่ที่มุมมอง เพราะโลกมองดวงอาทิตย์จากมุมเดียว แต่ L5 มองจากด้านข้าง ทำให้เห็น Active Region ที่กำลังจะหมุนมาหาโลกได้ก่อน และยังช่วยให้เราติดตาม CME ในมุมที่อ่านโครงสร้างสามมิติได้ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่ Space Weather Forecasting ต้องการมาก เพราะปัญหาใหญ่ของการพยากรณ์พายุสุริยะไม่ใช่การรู้ว่าดวงอาทิตย์มีการระเบิด แต่คือการรู้ว่าการระเบิดนั้นจะมาถึงโลกไหม มาถึงเมื่อไร และจะรุนแรงแค่ไหน เพื่อให้เตรียมการรับมือได้นั่นเอง
Heliophysics ของจีนกำลังกลายเป็นระบบ
ถ้ามอง Xihe-2 แยกเดี่ยว ๆ อาจเห็นว่าเป็นภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ที่ทะเยอทะยานมาก แต่ถ้ามองร่วมกับภารกิจอื่นของจีน จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า จีนกำลังสร้างสถาปัตยกรรมด้าน Heliophysics ของตัวเองอย่างเป็นระบบ Xihe-1 ให้ความสามารถด้านการสังเกตดวงอาทิตย์ใน H-alpha จากวงโคจรโลก ยานอีกลำของจีน Kuafu-1 หรือ Advanced Space-based Solar Observatory ชื่อย่อ ASO-S ซึ่งถูกปล่อยไปในปี 2022 ช่วยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Solar Magnetic Field, Solar Flare และ CME จากวงโคจรโลก ส่วน Xihe-2 จะขยับออกไปไกลถึง L5 เพื่อให้จีนมีมุมมองด้านข้างของดวงอาทิตย์
ปัจจุบันจีนมีสถานีอวกาศ Tiangong มีดาวเทียมจำนวนมาก มีระบบนำทาง BeiDou และมีโครงการสำรวจดวงจันทร์ระยะยาวผ่าน Chang’e และ ILRS หากประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศมากขึ้นเรื่อย ๆ การรู้ว่าพายุสุริยะจะมาเมื่อไรจึงกลายเป็นเรื่องของการปฏิบัติการ ไม่ใช่แค่งานวิชาการ พูดง่าย ๆ คือ Xihe-2 เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้จีนมีระบบเตือนภัย Space Weather ของตัวเองมากขึ้น ประเทศที่มี Asset ในอวกาศจำนวนมากย่อมต้องการข้อมูลต้นทางที่ตัวเองควบคุมได้ ไม่ต้องรอข้อมูลจากคนอื่นทั้งหมด เหมือนประเทศที่มีเมืองใหญ่จำนวนมาก ก็ต้องมีกรมอุตุนิยมวิทยาและเรดาร์ฝนของตัวเอง ไม่ใช่รอให้เพื่อนบ้านส่งข่าวว่าพายุกำลังมา
นอกจากภารกิจ Xihe-2 แล้ว ยานตระกูล Heliophysics ของจีนที่วางแผนไว้ ยังกินไปถึง Xiehe-3 และ 4 ซึ่งจะโคจรทำมุม Inclination สูง เหมือนกับยาน Solar Orbiter ที่เราเล่าไปในบทความ Solar Orbiter ถ่ายภาพขั้วใต้ของดวงอาทิตย์สำเร็จ ทำไมจึงสำคัญ ส่วน Xiehe-4 นั้นอาจเป็นยานโคจรระยะใกล้ดวงอาทิตย์แบบยาน Parker Solar Probe ของฝั่งตะวันตก
ESA Vigil และยุคของยานเฝ้าดวงอาทิตย์ที่ L5
แน่นอนว่าจีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่มองเห็นความสำคัญของ L5 ยุโรปเองก็มีภารกิจ Vigil ของ European Space Agency หรือ ESA ซึ่งมีเป้าหมายไปประจำการที่ Sun–Earth L5 เช่นกัน Vigil ถูกออกแบบมาในฐานะภารกิจด้าน Space Weather โดยตรง จุดประสงค์คือการเฝ้าดวงอาทิตย์และอวกาศระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก เพื่อให้ยุโรปมีระบบเตือนภัยพายุสุริยะที่ดีขึ้น ภารกิจนี้จะช่วยเห็น Active Region ก่อนหมุนเข้าหาโลก ติดตาม CME จากมุมด้านข้าง และส่งข้อมูลให้ระบบพยากรณ์ Space Weather ใช้งานได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ESA จัด Vigil ไว้ในกรอบของ Space Safety มากกว่าจะเป็นเพียง Science Mission แบบดั้งเดิม นั่นสะท้อนชัดว่า Space Weather กำลังถูกมองเป็นเรื่องความปลอดภัยของสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องของนักดาราศาสตร์หรือ Solar Physicist อีกต่อไป

หาก Xihe-2 ปล่อยได้ในช่วงปี 2028–2029 ตามแผน จีนอาจมีภารกิจลักษณะนี้ก่อน ESA Vigil ซึ่งวางกรอบปล่อยในช่วงต้นทศวรรษ 2030 อยู่หลายปี แต่ทั้งสองภารกิจไม่ได้จำเป็นต้องถูกมองเป็นการแข่งขันอย่างเดียว เพราะ Space Weather เป็นปัญหาที่ทั้งโลกได้รับผลกระทบร่วมกัน ยิ่งมีข้อมูลจากหลายจุดมากเท่าไร ระบบพยากรณ์ของมนุษย์ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ในอนาคต เราอาจไม่ได้มีแค่ยานดวงเดียวที่ L5 แต่มีเครือข่ายยานเฝ้าดวงอาทิตย์หลายตำแหน่ง ทั้ง L1, L5, วงโคจรรอบโลก และวงโคจรพิเศษอื่น ๆ เหมือนระบบอุตุนิยมวิทยาบนโลกที่ไม่ได้อาศัยสถานีวัดฝนแห่งเดียว แต่ใช้ทั้งดาวเทียม เรดาร์ สถานีภาคพื้น ทุ่นทะเล และโมเดลคอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกัน
โอกาสของไทย เมื่อ Space Weather ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
สำหรับไทย ข่าวการเปิดรับ International Payload ของ Xihe-2 เป็นเรื่องที่ควรสนใจมาก เพราะไทยมีฐานความรู้ด้าน Space Weather และ Cosmic Ray Physics อยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องนี้อาจไม่เคยถูกเล่าในฐานะ “โอกาสด้าน Deep Space” อย่างจริงจัง ประเทศไทยมี Princess Sirindhorn Neutron Monitor หรือ PSNM บนดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นสถานีตรวจวัด Cosmic Ray ที่สำคัญในเครือข่ายนานาชาติ งานลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับ Space Weather โดยตรง เพราะ Cosmic Ray, Solar Energetic Particles และการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กระหว่างดาวเคราะห์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสภาพอวกาศที่ส่งผลต่อโลกและเทคโนโลยีของมนุษย์ นอกจากนี้ ไทยยังถูกเลือกให้ส่งอุปกรณ์ MATCH และ ALIGN ติดตั้งบนยาน Chang’e 7 และ 8 ของจีน เพื่อศึกษาอนุภาคในอวกาศ นับเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือสำคัญที่ไทยมีต่อโครงการ ILRS
พื้นที่ 15 กิโลกรัมบน Xihe-2 อาจฟังดูน้อยมาก แต่สำหรับงานวิทยาศาสตร์ นี่ไม่ใช่น้ำหนักที่เล็กเกินไป เครื่องมือวิทยาศาสตร์หลายแบบสามารถอยู่ในกรอบน้ำหนักระดับนี้ได้ โดยเฉพาะหากออกแบบให้ตอบคำถามเฉพาะ ไม่พยายามทำทุกอย่างในเครื่องเดียว
แน่นอนว่าการส่ง Payload ไป L5 ไม่ง่ายเลย เพราะนี่ไม่ใช่การส่ง CubeSat ขึ้นวงโคจรต่ำของโลก เครื่องมือต้องทนสภาพ Deep Space ต้องผ่านการออกแบบด้านความร้อน รังสี การสื่อสาร พลังงาน ความน่าเชื่อถือ และ Interface กับยานหลักอย่างเข้มงวด ต้องมีแผน Calibration และแผนจัดการข้อมูลระยะยาว ไม่ใช่แค่สร้างอุปกรณ์ให้เปิดติดแล้วจบ แต่ถ้าไทยทำได้ ผลลัพธ์จะใหญ่มาก เพราะ Payload นั้นจะเดินทางไกลกว่าดวงจันทร์หลายร้อยเท่า ไกลกว่าภารกิจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไทยมาก่อน และจะไปอยู่ในตำแหน่งที่มีความหมายทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกจริง ๆ
นี่คือจุดที่น่าสนใจของ Xihe-2 สำหรับไทย เราไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างยาน Deep Space ทั้งลำของตัวเองทันที แต่สามารถเริ่มจากการส่งเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขนาดเล็กที่ดีพอ มีโจทย์ชัดพอ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจใหญ่ระดับนานาชาติ เหมือนการขึ้นเรือวิจัยของคนอื่นเพื่อเอาเครื่องมือของเราไปเก็บข้อมูลในมหาสมุทรที่เรายังไม่มีเรือของตัวเอง
ในประวัติศาสตร์อวกาศของประเทศขนาดกลางหรือประเทศกำลังพัฒนา ความก้าวหน้ามักไม่ได้เริ่มจากการกระโดดไปสร้างยานขนาดใหญ่ทันที หลายครั้งมันเริ่มจาก Payload เล็ก ๆ ที่มีโจทย์วิทยาศาสตร์ชัดเจน และถูกวางอยู่ในภารกิจที่เหมาะสม หากไทยสามารถส่ง Payload ไปกับ Xihe-2 ได้ สิ่งนี้จะมีความหมายหลายชั้น ชั้นแรกคือความหมายเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะไทยจะได้เข้าถึงข้อมูล Space Weather จากตำแหน่ง L5 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากต่อการพยากรณ์พายุสุริยะ ชั้นที่สองคือความหมายเชิงเทคโนโลยี เพราะการสร้างเครื่องมือที่ทำงานได้ใน Deep Space จะยกระดับความสามารถของทีมวิศวกรรมและนักวิทยาศาสตร์ไทยอย่างชัดเจน ชั้นที่สามคือความหมายเชิงนโยบาย เพราะมันจะทำให้ไทยมีตัวอย่างจริงของการเข้าร่วมภารกิจ Deep Space ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ
และชั้นสุดท้ายคือความหมายเชิงสาธารณะ เพราะการบอกว่า “ไทยมี Payload อยู่ที่ L5 ห่างโลก 150 ล้านกิโลเมตร” เป็นประโยคที่เปลี่ยนภาพจำของสังคมต่ออวกาศไทยได้มาก มันทำให้คนเห็นว่าอวกาศไม่ได้มีแค่ดาวเทียมถ่ายภาพโลกหรือจรวด แต่รวมถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบวิทยาศาสตร์ที่ช่วยปกป้องโลกจากดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์ในฐานะสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์มักถูกเล่าในฐานะแหล่งพลังงานของชีวิต เป็นดาวฤกษ์ที่ทำให้โลกอบอุ่น และเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ แต่ในโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดวงอาทิตย์ยังเป็นแหล่งของความเสี่ยงด้วย พายุสุริยะไม่ใช่เรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันคือปรากฏการณ์จริงที่สามารถรบกวนดาวเทียม ระบบไฟฟ้า การบิน การสื่อสาร หรือแม้กระทั่งแนวคิดยอดฮิตในปัจจุบันเรื่องการวาง Data Center ในอวกาศ และการปฏิบัติการอวกาศของมนุษย์ได้ เมื่อมนุษย์มีดาวเทียมมากขึ้น มีนักบินอวกาศมากขึ้น มีแผนไปดวงจันทร์มากขึ้น และมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้น การเฝ้าดวงอาทิตย์จึงกลายเป็นงานพื้นฐานพอ ๆ กับการพยากรณ์อากาศบนโลก
Xihe-1 คือก้าวแรกของจีนในการสร้างดวงตาของตัวเองบนดวงอาทิตย์ Xihe-2 คือก้าวที่ไกลกว่านั้นมาก เพราะจีนกำลังจะพาดวงตานั้นออกไปอยู่ด้านข้างของโลกที่ L5 ขณะที่ ESA Vigil ก็กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ภาพที่เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ Space Weather กำลังกลายเป็น Infrastructure ของอารยธรรมอวกาศ
ส่วนสำหรับไทย นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ควรเริ่มคิดจริงจังว่า ความเชี่ยวชาญด้าน Space Weather ที่เรามีอยู่ จะถูกต่อยอดไปสู่ภารกิจอวกาศระดับลึกได้อย่างไร เพราะบางครั้งการไปอวกาศไกลที่สุดของประเทศหนึ่ง อาจไม่ได้เริ่มจากยานลำใหญ่ แต่เริ่มจากเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ออกแบบมาดีพอ และถูกส่งไปอยู่ในจุดที่สำคัญพอนั่นเอง
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co