เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษยชาติ เมื่อภารกิจ Artemis II พาลูกเรือทั้งสี่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen เดินทางออกจากโลกไปไกลกว่าที่มนุษย์เคยไปถึงมาก่อน ในช่วงเวลา 00:56 ตามเวลาประเทศไทย ยาน Orion ได้พาพวกเขาออกห่างจากโลกมากกว่า 400,171 กิโลเมตร ทำลายสถิติเดิมที่เคยถูกบันทึกไว้โดย Apollo 13 อย่างเป็นทางการ และยังคงเดินทางต่อไปสู่ระยะสูงสุดที่มากกว่า 406,000 กิโลเมตร นับเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ “หลุดออกจากบ้าน” ไปไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมา

แน่นอนว่าจริง ๆ แล้ว Apollo 13 ไม่ควรจะต้องไปไกลขนาดนั้น เราต้องย้อนกลับไปที่ Apollo 13 ซึ่งเดิมทีไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสถิติอะไรเลย ภารกิจนี้ตั้งใจจะเป็นการลงจอดดวงจันทร์ตามแผนปกติของโครงการ Apollo แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อถังออกซิเจนใน Service Module ระเบิดกลางทาง ทำให้ระบบหลักของยานเสียหายอย่างรุนแรง ลูกเรือ Jim Lovell, Jack Swigert และ Fred Haise ต้องยกเลิกการลงจอดทันที และเปลี่ยนภารกิจทั้งหมดให้กลายเป็น “การเอาชีวิตรอด” พวกเขาต้องย้ายไปอยู่ใน Lunar Module ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานระยะสั้น และใช้เส้นทาง Free Return Trajectory อ้อมดวงจันทร์เพื่อให้แรงโน้มถ่วงช่วยพากลับโลก
และผลจากสถานการณ์ฉุกเฉินนี้เอง ที่ทำให้ Apollo 13 กลายเป็นภารกิจที่พามนุษย์ออกไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น โดยแตะระยะกว่า 400,000 กิโลเมตรในช่วงที่ยานอ้อมด้านหลังดวงจันทร์
ช่วงเวลาสำคัญของภารกิจ กับความเป็นมนุษย์
ในช่วงเวลาที่มนุษย์ไปไกลที่สุดจากโลก กลับมีสิ่งหนึ่งที่ย้ำเตือนว่า “ความเป็นมนุษย์” ยังติดตัวพวกเขาไปด้วย Jeremy Hansen เสนอให้ตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตที่พวกเขามองเห็น หลุมแรกถูกตั้งชื่อว่า “Integrity” ตามชื่อของยาน Orion แต่หลุมที่สอง เขาขอให้เรียกว่า “Carroll” เพื่อเป็นเกียรติแก่ภรรยาของ Reid Wiseman ที่จากไปในปี 2020 เสียงของเขาสั่นผ่านวิทยุอย่างชัดเจนว่าเขากำลังกลั้นน้ำตาอยู่ ช่วงเวลานั้นไม่ใช่แค่การสำรวจอวกาศ แต่มันคือการพาความทรงจำ ความรัก และความสูญเสียของมนุษย์ ออกไปไกลกว่า 400,000 กิโลเมตรจากโลก

ท้ายที่สุด ลูกเรือทั้งสี่กอดกันแน่น ในวันที่พวกเขากลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางออกไปไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพนั้นอาจดูเรียบง่าย แต่ถ้ามองให้ลึก มันคือจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด กับความเปราะบางที่สุดของมนุษย์ และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่การสำรวจอวกาศพยายามบอกเรามาตลอด ว่าไม่ว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน สิ่งที่เราพกไปด้วยเสมอ ไม่ใช่แค่เครื่องมือหรือวิทยาศาสตร์ แต่คือ “ความเป็นมนุษย์” ของเราเอง
เสียงของ Jim Lowell ที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเพื่อส่งต่อให้คนรุ่่นถัดไป
มีช่วงเวลาหนึ่งของภารกิจ Artemis II ที่แทบจะเป็น “สะพานเชื่อมเวลา” ระหว่างยุค Apollo กับยุคปัจจุบัน เมื่อ Jim Lovell อดีตผู้บัญชาการของ Apollo 13 ซึ่งล่วงลับไปก่อนหน้านี้ ได้บันทึกข้อความเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อส่งถึงลูกเรือรุ่นใหม่ในวันที่พวกเขาจะเดินทางออกไปไกลที่สุดจากโลก และเมื่อถึงจังหวะนั้นจริง ๆ Mission Control ก็ได้ส่งข้อความนี้ขึ้นไปยังยาน Orion เสียงของ Lovell ที่เคยอยู่ใน “จุดเดียวกัน” เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน กล่าวต้อนรับลูกเรือว่า “Welcome to my old neighborhood” ราวกับกำลังส่งไม้ต่อจากคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในเชิงเทคนิค แต่ในเชิงประสบการณ์ของมนุษย์ที่ได้มองโลกจากระยะที่ไกลที่สุด
“Hello, Artemis 2, this is Apollo astronaut Jim Lovell. Welcome to my old neighborhood,” Lovell said in the message, which Mission Control beamed up to Artemis 2 today.
“When Frank Borman and Bill Anders and I orbited the moon on Apollo 8, we got humanity’s first up-close look at the moon, and got a view of the whole planet that inspired and united people around the world,”
“I’m proud to pass that torch on to you as you swing around the moon and lay the groundwork for missions to Mars for the benefit of all. It’s a historic day, and I know how busy you’ll be, but don’t forget to enjoy the view. So, Reid, Victor and Christina and Jeremy, and all the great teams supporting you, good luck and Godspeed from all of us here on the good Earth.”
เขาย้อนเล่าถึงยุคของ Apollo 8 ที่เขาและเพื่อนร่วมทีมได้เห็นโลกทั้งใบจากดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ภาพที่ไม่ใช่แค่ scientific observation แต่เป็นภาพที่ “เปลี่ยนวิธีคิดของมนุษย์ต่อโลก” และในข้อความเดียวกันนั้น Lovell ก็ชี้ไปข้างหน้าสู่ ภารกิจของ Artemis ที่ไม่ได้จบแค่ดวงจันทร์ แต่เป็นการปูทางไปสู่ดาวอังคาร พร้อมฝากประโยคที่เหมือนเป็นทั้งคำอวยพรและคำเตือนว่า อย่าลืม “มองวิว” ท่ามกลางภารกิจที่หนักหนา
Reid Wiseman ผู้บัญชาการของ Artemis II ตอบกลับมาว่า มันเป็นข้อความที่ทรงพลังมาก และทำให้การเดินทางครั้งนี้ “มีความหมายขึ้นทันที” ขณะที่ Jeremy Hansen ก็กล่าวต่อว่า การทำลายสถิติครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปให้ไกลกว่าเดิม แต่คือการยืนอยู่บนไหล่ของคนรุ่นก่อน และในขณะเดียวกันก็เป็นการท้าทายคนรุ่นถัดไปให้ “ทำลายสถิตินี้ลงอีกครั้ง” เพราะถ้ามนุษย์หยุดอยู่แค่นี้ นั่นต่างหากคือความล้มเหลวของการสำรวจอวกาศ
ลูกเรือเริ่มต้นการสังเกตดวงจันทร์ผ่านหน้าต่างยาน
หลังจากเข้าสู่ช่วงการบินโฉบดวงจันทร์ ลูกเรือของ Artemis II จะเริ่มภารกิจตาม timeline ที่ถูกวางไว้อย่างละเอียด เริ่มจากเวลา 00:30 ของวันที่ 7 เมษายน เมื่อทีม Mission Control ทำการบรีฟเป้าหมายการสำรวจครั้งสุดท้าย ก่อนที่เวลา 00:56 พวกเขาจะทำลายสถิติของ Apollo 13 และเข้าสู่ช่วง observation จริงในเวลา 01:45 ซึ่งลูกเรือจะเริ่มถ่ายภาพและสังเกตภูมิประเทศของดวงจันทร์ในมุมมองที่ครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง เจาะลึกวิธีการที่ลูกเรือ Artemis II จะศึกษาดวงจันทร์ ขณะบินโฉบ พร้อมทีม Science

ช่วงที่สำคัญที่สุดจะเกิดขึ้นในเวลา 05:44 เมื่อยาน Orion เคลื่อนผ่านด้านหลังดวงจันทร์ เกิด Loss of Signal พร้อมกับ Earthset ก่อนที่เวลา 06:02 จะเข้าใกล้พื้นผิวดวงจันทร์ที่สุดที่ประมาณ 6,500 กิโลเมตร และในเวลา 06:25 น. โลกจะโผล่กลับมาอีกครั้งในปรากฏการณ์ Earthrise พร้อมกับการกลับมาของสัญญาณสื่อสาร จากนั้นในช่วงเวลา 07:35–08:32 ลูกเรือจะได้สังเกตสุริยุปราคาในมุมมองจากอวกาศลึก ซึ่งให้สภาพแสงที่แตกต่างอย่างมากสำหรับการศึกษาพื้นผิวดวงจันทร์ ก่อนที่ช่วงการสังเกตการณ์หลักทั้งหมดจะสิ้นสุดลง และยาน Orion จะเริ่มเดินทางกลับสู่โลกในลำดับถัดไป
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co