Blue Origin เตรียมหยุดให้บริการ New Shepard ไปอีกสองปี เพื่อโฟกัสกับยานลงจอดดวงจันทร์

Blue Origin ได้มีประกาศสำคัญที่ส่งผลต่อวงการอวกาศพอสมควรเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ด้วยการประกาศหยุดให้บริการ New Shepard เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี Blue Origin to Pause New Shepard Flights for No Less Than Two Years โดยระบุว่าต้องการเบนความสนใจและทรัพยากรทั้งหมดไปที่การพัฒนาโครงการสำรวจดวงจันทร์แทน การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการหยุดพักยานที่ผ่านการใช้งานอย่างคุ้มค่ามาแล้วถึง 38 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ ในโครงการ Artemis

หากมองย้อนกลับไป New Shepard ไม่ใช่เพียงแค่ยานพาหนะสำหรับผู้ที่มีกำลังทรัพย์สูง (รวย) ในการไปแตะขอบอวกาศเท่านั้น แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยานลำนี้ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในวงการวิจัยอวกาศ โดยทำหน้าที่เป็นห้องแล็บลอยฟ้าสำหรับโครงการ Flight Opportunities ของ NASA และสถาบันวิจัยทั่วโลก เพื่อใช้ทดสอบสภาวะ Microgravity หรือสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทดลองทางชีววิทยาและการทดสอบวัสดุศาสตร์ก่อนจะส่งขึ้นไปบน International Space Station หรือสถานีอวกาศนานาชาติ การหยุดให้บริการนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มนักวิจัยที่ต้องการเข้าถึงอวกาศในราคาที่จับต้องได้และมีความถี่ในการบินที่สูงด้วยเช่นกัน

ทิศทางของ Blue Origin จะเป็นอย่างไรต่อ

สิ่งที่น่าสนใจและชวนให้ตั้งคำถามคือการประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 8 วันหลังจากภารกิจ NS-38 เพิ่งเสร็จสิ้นลง ซึ่งในขณะนั้น Phil Joyce ผู้ดำรงตำแหน่ง Senior Vice President ของโครงการ New Shepard ยังเคยกล่าวด้วยความมั่นใจว่าบริษัทมีแผนจะเพิ่มความถี่ในการปล่อยจรวดให้ได้เกือบทุกสัปดาห์เพื่อตอบสนองต่อยอดจองของลูกค้าที่ค้างอยู่จำนวนมาก แต่สุดท้ายความจำเป็นในการเร่งพัฒนา Blue Moon หรือยานลงจอดดวงจันทร์กลับกลายเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด หรือ Top Priority ที่ทำให้แผนการเดิมต้องถูกพับเก็บไปอย่างสิ้นเชิง

ลูกเรือภารกิจ NS-38 กับการเดินทางสู่อวกาศในวันที่ 22 มกราคม 2026 ที่มา – Blue Origin

ในขณะนี้ Blue Origin กำลังเร่งเครื่องพัฒนา Blue Moon ทั้งในเวอร์ชัน Mark 1 ซึ่งเป็นยานไร้คนขับ และ Mark 2 สำหรับโครงการ Human Landing System หรือ HLS ของ NASA โดยตัวยาน Mark 1 เพิ่งจะถูกส่งไปทดสอบในห้อง Thermal Vacuum Chamber หรือ TVC ที่ NASA Johnson Space Center ในเมือง Houston ซึ่งทาง NASA เองก็กำลังกดดันทั้ง Blue Origin และ SpaceX ให้เร่งมือเพื่อให้ทันกำหนดการภารกิจ Artemis III ภายในปี 2028 ตามคำสั่งบริหารของทำเนียบขาวที่ต้องการให้มนุษย์กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง

ท่าทีที่เปลี่ยนไปและความเสี่ยงที่ต้องแลก

การตัดสินใจของ Blue Origin ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ภาวะกดดัน” และ “การจัดลำดับความสำคัญใหม่” ของ Jeff Bezos อย่างเห็นได้ชัด ประการแรกคือการยอมเสียสละรายได้และกระแสเงินสดจาก Space Tourism ที่กำลังไปได้สวยเพื่อแลกกับการรักษาสัญญาในโครงการ HLS ซึ่งมีเดิมพันสูงกว่ามากทั้งในแง่ของงบประมาณจากรัฐบาลและศักดิ์ศรีในฐานะผู้เล่นหลักของโครงการ Artemis การที่บริษัทเลือกหยุดนิ่งในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดก็คือ Suborbital Flight เพื่อไปทุ่มเทให้กับสิ่งที่ยากกว่าและยังไม่เคยทำสำเร็จ คือการทำ Lunar Landing แสดงให้เห็นว่า Blue Origin ไม่ต้องการเป็นเพียงบริษัทท่องเที่ยวอวกาศ แต่ต้องการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของมวลมนุษยชาติบนดวงจันทร์

Jared Isaacman ผู้อำนวยการร NASA ขณะเยี่ยมชมการพัฒนายานลงจอด Blue Moon ที่ Blue Origin ที่มา – NASA

ประเด็นต่อมา ท่าทีที่ย้อนแย้งระหว่างคำพูดของบริหารเมื่อไม่กี่เดือนก่อนกับประกาศล่าสุด อาจตีความได้ว่า Blue Origin กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลระดับหัวกะทิที่ต้องถูกดึงตัวไปช่วยโครงการ New Glenn และ Blue Moon อย่างเร่งด่วน การบริหารจัดการทรัพยากรแบบ All-in เช่นนี้มีความเสี่ยงสูง เพราะหากโครงการดวงจันทร์เกิดความล่าช้า บริษัทจะสูญเสียทั้งรายได้จาก New Shepard และสูญเสียความเชื่อมั่นจาก NASA ไปพร้อม ๆ กัน

ท้ายที่สุด การที่ NASA Administrator อย่าง Jared Isaacman ออกมาสนับสนุนการเร่งรัดแผนงานและพร้อมจะยืดหยุ่นกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายปี 2028 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในยุค Space Race รอบใหม่ที่ความเร็วอาจถูกให้ความสำคัญพอ ๆ กับความปลอดภัย และ Blue Origin ก็เลือกที่จะลงสนามแข่งนี้อย่างเต็มตัวโดยไม่เหลือทางถอยหลังให้ตัวเองอีกต่อไป

ผลกระทบต่อคนไทยคนแรกที่จะได้ไปอวกาศ

ก่อนหน้านี้ TrueVisions ร่วมกับบริษัท SERA ได้เปิดรับสมัครคนไทยคนแรกที่จะมีสิทธิได้เดินทางขึ้นไปบนอวกาศ โดยยาน New Shepard ของ Blue Origin ผ่านการจัดรายการ Race To Space Thailand: ศึกพิชิตอวกาศ โดยในงานแถลงข่าวได้มีการประกาศว่า มีโอกาสได้ขึ้นบินกับยาน New Shepard ในช่วงเดือนมกราคม 2026 อย่างไรก็ตาม ทางผู้จัดเองก็ไม่ได้มีอัพเดทความคืบหน้าของกิจกรรมมาเป็นระยะเวลาพอสมควร แหล่งข่าวได้ให้ข้อมูลกับทีมงานว่าในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผู้จัดอยู่ระหว่างจัดการเรื่องสัญญากับผู้เข้าแข่งขัน การประกาศพักเที่ยวบินของ Blue Origin จึงเป็นความน่าเป็นห่วงว่าผู้เข้าแข่งขันจะได้ขึ้นบินจริงหรือไม่ และทางผู้จัดจะมีการชดเชยอย่างไร ในกรณีที่ไม่สามารพาคนไทยคนแรกเดินทางสู่อวกาศได้

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความฝันในการเดินทางสู่อวกาศของประเทศที่กำลังพัฒนาหรือหน่วยงานเอกชนรายย่อยยังคงต้องพึ่งพิงอยู่บนความไม่แน่นอนของยุทธศาสตร์ทางธุรกิจจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เป็นหลัก เมื่อเป้าหมายระดับชาติอย่างการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนจนต้องหยุดกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งหมด สัญญาที่มีต่อโครงการท้องถิ่นอย่าง Race To Space Thailand จึงกลายเป็นเรื่องรองที่ถูกละเลยได้โดยง่าย

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.