เล่าเรื่อง Dune: มหากาพย์ไซไฟสู่ตำนานแห่งวงการภาพยนตร์

เล่าเรื่อง Dune: มหากาพย์ไซไฟสู่ตำนานแห่งวงการภาพยนตร์

เขาผู้ใดครอบครองเครื่องเทศจะครอบครองจักรวาล

แฟรงก์ เฮอร์เบิร์ต – Dune (1965)

ในอนาคตนับหมึ่นปีข้างหน้าที่มนุษย์ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ตามดวงดาวต่าง ๆ มากมายจนรากเหง้าได้เกือบถูกลืมเลือนไปจนสิ้น ผู้คนต่างทิ้งเทคโนโลยีการคำนวณขั้นสูงที่เคยเกือบล้างเผ่าพันธ์มนุษย์จนสิ้นและหันไปพึ่งพิงวิธีการต่าง ๆ เพื่อปลดล็อคสัมปชัญญะขั้นสูงของตัวเองแทน ได้ทำให้ “เครื่องเทศ” หายากได้กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดในจักรวาล หากแต่มันพบได้เพียงแค่บนดวงดาวอาร์ราคิสอันแห้งแล้งและอันตรายเท่านั้น

Sandworm สัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่อาศัยบนอาร์ราคิส – ที่มา Dune (2021)

เซตติ้งอันแปลกพิศดารนี้คือเรื่องราวที่ Frank Herbert นักเขียนชาวอเมริกันได้ประพันธ์ไว้ในนิยายไซไฟ Dune ที่ได้ถูกนำเสนอครั้งแรกในรูปแบบของนิยายตอนตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Analog เริ่มต้นในปี 1963 ก่อนที่ตัวผู้เขียนจะตัดสินในรวบรวมแก้ไขและตีพิมพ์ออกเป็นนิยายเล่มยาวในปี 1965 ซึ่งในปีต่อมานิยายฉบับยาวเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัล Hugo Award อันเป็นรางวัลประจำปีอันโด่งดังที่มอบให้นิยายไซไฟแฟนตาซีชั้นยอด คู่กับ This Immortal ของ Roger Zelazny ในช่วงเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของ Science Fiction อีกมากมายในยุคต่อมา และถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนิยายไซไฟที่ดีที่สุดตลอดกาล

นิยายที่ไม่สามารถทำเป็นภาพยนตร์ได้

สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้คอนเซปต์ของนิยาย Dune นั้นก็คือเนื้อหาที่ความซับซ้อนและวิธีการเล่าเรื่องค่อนข้างไม่ธรรมดา ที่ก็อาจหลายเป็นสาเหตุหลักที่มันได้ถูกมองว่ามันเป็นนิยายที่จะไม่สามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในช่วงเวลาห้าทศวรรษที่ผ่านมา ก็ได้มีโปรเจกต์ในการนำ Dune ขึ้นสู่จอเงินอยู่หลายต่อหลายครั้งด้วยกันตามที่จะเล่าต่อจากนี้

ความพยายามครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1971 หรือ 6 ปีให้หลังการตีพิมพ์ Dune ฉบับนิยายเรื่องยาวครั้งแรก โดยโปรดิวเซอร์ Arthur P. Jacobs ที่เป็นผู้ดูแลภาพยนตร์แฟรนไซส์ Planet of the Apes ฉบับดั้งเดิมได้ซื้อลิขสิทธิ์ในการสร้างหนังมา แต่ในช่วงนั้น Jacobs กำลังง่วนกับการทำภาคต่อของ Planet of the Apes อยู่จนโปรเจกต์ Dune ต้องเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 1973 คุณ Jacobs ก็เสียชีวิตในวัยเพียงแค่ 51 ปีจากภาวะหัวใจล้มเหลว การที่ Producer และ Key Person เสียชีวิตลงก็ความพยายามในการทำ Dune เป็นภาพยนตร์ครั้งแรกหยุดชะงักและล้มเลิกไปในที่สุด

Classic Planet Of The Apes Reviews Are From Different Science Fiction Era |  Player.One
Planet of the Apes (1968)

ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ไม่เคยได้ถูกสร้าง

ความพยายามครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นในปี 1973 เมื่อกลุ่ม Producer หนังจากฝรั่งเศสตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ Dune ให้ Alejandro Jodorowsky มาสร้างเป็นหนัง สำหรับบางคนผู้กำกับคนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปินชั้นยอดที่สร้างผลงานสุดลึกล้ำอลังการ ขณะที่บางคนก็มองว่าเขาเป็นเพียงคนบ้าเพ้อฝัน และสำหรับคนส่วนใหญ่ก็อาจพูดได้ว่าไม่น่าเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขาหรือแม้แต่หนังของเขาด้วยซ้ำ

The Holy Mountain (1973)

ผมอยากที่จะสร้างศาสดาที่จะเปลี่ยนความคิดของผู้เยาว์วัยทั่วโลก สำหรับผม Dune จะกลายเป็นพระเจ้า

อเลฮานโดร โจโดรอวสกี้ – Jodorowsky’s Dune (2013)

Alejandro Jodorowsky Prullansky หรือที่รู้จักในชื่อ Alejandro Jodorowsky เป็นผู้กำกับ นักเขียน และศิลปินชาวชิลีที่แจ้งเกิดจากผลงานภาพยนตร์ Avant-Garde อันเป็นที่เลื่องลืออย่าง El Topo (1970) และ The Holy Mountain (1973) ที่ถ่ายทอดเนื้อเรื่องที่แปลกประหลาดออกมาได้อย่างน่าแปลกประหลาดเสียยิ่งกว่า

จากความสำเร็จของ El Topo และ The Holy Mountain แล้ว ได้ทำให้ Jodorowsky ได้มีโอกาสริเริ่มโปรเจกต์ในฝันอย่าง Dune ที่เขาจินตนาการภาพไว้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ งาน Pre-production ของหนังดำเนินขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก็เป็นช่วงเวลาที่ Jodorowsky ก็เริ่มทำการรวบรวมดรีมทีมของเขาเพื่อสร้างหนังให้ “เหมือนที่เขาต้องการทุกกระเบียดนิ้ว”

คอนเซปต์อาร์ต Harkonnen Castle โดย H. R. Giger

ทีมงานสำคัญฝ่ายแรกที่ต้องพูดถึงในช่วง Pre Production นี้คือทีมสตอรี่บอร์ดและดีไซน์ ซึ่งมีทีมงานสำคัญสามคนได้แก่ Jean Giraud หรือนามแฝงว่า Moebius อดีตนักวาดการ์ตูนที่รับหน้าที่เป็นผู้วาดภาพประกอบและโครงสตอรี่บอร์ดหลัก ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วประกอบด้วยภาพวาดกว่า 3000 ภาพ Chris Foss ที่เคยมีผลงานการออกแบบหน้าปกหนังสือไซไฟจำนวนมากมารับหน้าที่ทำคอนเซปต์อาร์ตของจำพวกยานอวกาศและสถาปัตยกรรม และ H. R. Giger ศิลปินสายดาร์กที่มาออกแบบในฝั่งของตัวร้ายให้

ในขั้นต่อมา ทีมงานจำเป็นที่จะต้องหา Visual Effect Artist ที่จะมารังสรรค์คอนเซปต์อาร์ต (ที่ในหลาย ๆ แง่ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้น) ให้เกิดขึ้นได้จริง ตัวเลือกแรก ๆ ที่ Jodorowsky เลือกก็คือ Douglas Trumbull ผู้ที่สร้าง Special Effect ที่เป็นที่กล่าวขานจนถึงในปัจจุบันให้กับ 2001: A Space Odyssey ของ Stanley Kubrick ในปี 1968 แต่หลังจากที่ Jodorowsky และ Trumbull ได้ติดต่อหากันก็ดูเหมือนจะทำงานด้วยกันไปไม่รอดอย่างแน่นอน จนในภายหลัง Jodorowsky จึงได้ดึงตัว Dan O’Bannon ที่เพิ่งได้สร้างเอฟเฟกต์ให้กับหนังเรื่อง Dark Star (1975) ที่เพิ่งได้รับรางวัล Best Special Effect ของ Golden Scrolls Award (หรือ Saturn Award ในปัจจุบัน) มาแทน

2001: A Space Odyssey (1968)

ผมต้องการที่จะสร้างความรู้สึกแบบเดียวกับการหลอนยา LSD ให้กับผู้ชมโดยที่พวกเขาไม่ต้องเสพมันด้วยซ้ำ

อเลฮานโดร โจโดรอวสกี้

สำหรับเพลงประกอบ Jodorowsky ตัดสินใจเลือก Pink Floyd วงร็อคชื่อดังจากอังกฤษที่ในขณะนั้นเพิ่งจะปล่อยอัลบั้มสุดคลาสสิคอย่าง The Dark Side of the Moon ออกมา และใครที่เคยฟังเพลงของ Pink Floyd มาก่อนก็คงจะเข้าใจตัว Jodorowsky ที่เลือกวงนี้มาสร้างบรรยากาศ “ความหลอน (ยา)” อย่างแน่นอน และอีกวงหนึ่งที่ถูกเลือกมาก็คือ Magma ที่เป็นวง Progressive Rock จากประเทศฝรั่งเศสที่ถูกวางตัวให้ทำเพลงสำหรับฝั่งตัวร้าย

เจ้าพ่อ Surrealist อย่าง Salvador Dali ก็ได้ถูกชวนเข้ามามีบทบาทในหนังเรื่องนี้ด้วยโดยเขาได้ถูกชักชวนมาแสดงเป็น Mad Emperor ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ละทิ้งความอาร์ตของตัวเองขนาดรีเควสไปว่าจะขอค่าตัวชั่วโมงละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อจะขึ้นแท่นเป็นนักแสดงที่มีค่าตัวสูงที่สุดใน Hollywood ซึ่งในตอนท้ายทีมงานก็สามารถปิดดีล Dali ได้ในราคา 100,000 เหรียญต่อนาที (ที่จะปรากฎในตัวหนัง – ซึ่งจริง ๆ ก็เพียงแค่ 3 ถึง 5 นาทีเท่านั้น)

To «Dune» από τον Jodorowsky: H καλύτερη ταινία επιστημονικής φαντασίας που  δεν γυρίστηκε ποτέ!
คอนเซปต์อาร์ตของ Dali ในบทจักรพรรดิ Shaddam IV โดย Moebius – ภาพจาก Jodorowsky’s Dune (2013)

นอกเหนือจากที่กล่าวมานั้น Jodorowsky ก็ยังได้ไปดีลกับตัวท็อปและตัวติสท์อีกมากมายในวงการศิลปะและวงการภาพยนตร์เพื่อที่จะสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาให้สำเร็จดังที่เขาต้องการ จนในท้ายที่สุดแล้วงบประมาณกว่า 2 ล้านดอลลาร์ก็ได้ถูกใช้ไปในช่วงงาน Pre Production ซึ่งก็ได้ผลผลิตออกมาเป็นหนังสือขนาดใหญ่เล่มหนึ่งที่ประกอบไปด้วยคอนเซปต์อาร์ต บท สตอรี่บอร์ดที่ถ่ายทอดความต้องการของ Jodorowsky ในงานภาพเรื่องนี้ออกมาอย่างละเอียดแบบช็อตต่อช็อตรวมถึงวิธีการเคลื่อนกล้องและมุมมองด้วย

แต่เส้นทางหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยจะราบรื่นเสียเท่าไหร่เมื่อทีมงานต้องไปออกตามหาเงินทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 10 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างหนังเรื่องนี้ให้สำเร็จ ซึ่งถึงแม้สตูดิโอต่าง ๆ ที่พวกเขาไปนำเสนองานจะตื่นเต้นกับของที่ทีมงานนำมาเสนอ (จากคำบอกเล่าของตัว Jodorowsky ในภายหลัง) แต่พวกเขาก็ไม่ตอบรับการขอทุนด้วยเหตุผลต่าง ๆ ในมุมมองของผลลัพท์ที่จะได้จากหนังเรื่องนี้ ความคุ้มทุน การทำกำไร และผลตอบรับจากผู้ชมรวม ไปถึงปัจจัยสำคัญอย่างการที่ Jodorowsky ต้องการที่จะสร้างหนังเรื่องนี้ให้มีความยาวกว่า 10 ถึง 14 ชั่วโมง

ภาพจาก Storyboard ของ Dune โดย Moebius

หลังจากความล้มเหลวในการหาทุน โครงการนี้ก็ได้ถูกล้มเลิกไปในที่สุดจนกระทั่ง Dino De Laurentiis โปรดิวเซอร์ชาวอิตาลีที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์อย่าง King Kong ฉบับปี 1976 และ Flash Gordon ปี 1980 (ที่หลาย ๆ อาจจะรู้จักจากการที่ Queen เป็นคนทำเพลงประกอบให้) มาซื้อต่อไปในปี 1976

หลังจากการล้มเหลวของความพยายามในการสร้าง Dune ฉบับนี้ เหล่าทีมงานก็ได้ถูกดึงตัวไปสร้างผลงานที่เป็นตำนานต่าง ๆ มากมาย H. R. Giger ได้ไปสร้างงานดีไซน์ให้กับ Alien ปี 1979 ของ Ridley Scott (ซึ่งก็รวมไปถึงการออกแบบเอเลี่ยนขวัญใจใครหลายคนอย่าง Xenomorph) Dan O’Bannon ไปร่วมงานกับ George Lucus ในการสร้าง Star Wars ในปี 1977 และ Moebius ที่ได้รับหน้าที่ในการทำสตอรี่บอร์ดและคอนเซปต์ดีไซน์ให้กับหนังคลาสสิคหลายเรื่องอย่าง Alien (1979), Tron (1982) ก่อนที่ Disney จะมาสร้าง Tron Legacy เป็นภาคต่อในปี 2010, The Abyss ในปี 1989 และ The Fifth Element ในปี 1997

คอนเซปต์ของหนึ่งในยานอวกาศจาก Dune โดย Chris Foss

ในปี 2013 สารคดี Jodorowsky’s Dune ได้ถูกสรา้งขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของความพยายาม (ที่ไม่ประสบความสำเร็จ) ในการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาผ่านการสัมภาษณ์ Key person ที่ยังมีชีวิตอยู่ ณ ขณะนั้น รวมถึงตัว Jodorowsky เองด้วย สารคดีเรื่องนี้ปฐมทัศน์ใน Cannes Film Festival ปี 2013 ซึ่งก็ได้ผลตอบรับมาในแง่บวกรวมถึงได้รับรางวัลจากหลายประเทศ

Ridley Scott, David Lynch, Alien และ Return of the Jedi

หลังจากที่ Dino De Laurentiis ซื้อลิขสิทธิ์ในการสร้าง Dune ในปี 1976 De Laurentiis ก็จ้าง Frank Herbert ให้เขียนบทหนังให้ในปี 1978 ซึ่งยาวกว่าง 175 หน้าที่เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะยาวเกือบ 3 ชั่วโมง จึงได้จ้าง Rudy Wurlitzer (ซึ่งในภายหลังเป็นผู้เขียนบทให้กับ Little Buddha ปี 1993 ของ Betolucci ทีมี Keanu Reeve แสดงนำ) มาแก้บทของ Herbert ให้

Facehugger จาก Alien (1979) ซึ่งถูกดีไซน์โดย H. R. Giger เจ้าเก่า

De Laurentiis ได้จ้าง Ridley Scott ที่เพิ่งประสบความสำเร็จจากการกำกับ Alien (1979) มาแต่ด้วยความล่าช้าของ Pre Production ประกอบกับความไม่ค่อยพอใจของ Scott ที่บทของ Wurlitzer ซึ่งไม่ค่อยตรงตัวกับหนังสือต้นฉบับของ Herbert และการเสียชีวิตของ Frank Scott ผู้เป็นพี่ชายในปี 1980 ทำให้ Ridley ถอนตัวออกจากโปรเจกต์นี้ไป ก่อนที่จะกลับมากำกับภาพยนตร์ Neo noir ขึ้นหิ้งอย่าง Blade Runner ในปี 1982

โปรเจกต์การนำ Dune ขึ้นจอเงินได้พักไปอีกครั้งจนกระทั่งปี 1981 ที่ลิขสิทธิ์กำลังจะหมดอายุ De Laurentiis ได้ไปเจรจากับ Herbert ใหม่เพื่อต่ออายุลิขสิทธิ์และหันกลับมาทำ Dune ต่ออีกครั้ง จากคำแนะนำของ Raffaella De Laurentiis ผู้เป็นลูกสาว Dino ได้ยื่นข้อเสนอในการกำกับ Dune ให้กับ David Lynch วัยหนุ่มผู้กำกับผลงานอย่าง Eraserhead (1977) หนัง Cult Classic และ The Elephant Man (1980) ที่เพิ่งจะได้เสนอชื่อเข้า Oscar ถึง 8 สาขา

The Elephant Man (1980) หนังของ Lynch ที่สร้างจากเรื่องราวของ Joseph Merrick ชายผู้มีความผิดรูปผิดร่างอย่างรุนแรง

ด้วยข้อเสนอนี้ David Lynch ถึงกับปฎิเสธข้อเสนอที่จะกำกับ Return of the Jedi เพื่อหันมาทำโปรเจกต์นี้แทน การถ่ายทำ Dune ฉบับนี้จึงได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1983 ด้วยงบประมาณกว่า 40 ล้านเหรียญและทีมงานนับพันชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม งานที่ Lynch ถ่ายทำขึ้นมานั้นยาวกว่า 3 ชั่วโมง ในช่วงหลังของการถ่ายทำ Universal Studio ที่เป็นผู้ออกทุนจึงได้ทำการแก้ไข หั่น ยำ รวมถึงถ่ายทำบางฉากใหม่เพื่อลดความซับซ้อนลง ในท้ายที่สุดแล้ว Dune ก็ได้ออกฉายในปี 1984 และกลายเป็นหายนะทั้งของ Lynch และของ Universal เมื่อหนังออกมาเละเทะไม่เป็นชิ้นดีทั้งในของรายได้ที่ทำได้เพียง 31 ล้านเหรียญจากทุนการสร้าง 45 ล้านเหรียญและคำวิจารณ์ที่ได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินและโดยสับเละโดยเกือบทุกสำนัก

ในภายหลังเมื่อ Dune (1984) ถูกนำมาตัดต่อเพื่อทำลง DVD ผู้กำกับ David Lynch ตัดสินใจตัดชื่อตัวเองออกจากหนังและใส่ชื่อ Alan Smithee ซึ่งเป็นชื่อแฝงอย่างเป็นทางการที่ DGA (สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์อเมริกา) สร้างไว้ให้สำหรับผู้กำกับใช้เพื่อปิดบังความล้มเหลวของหนังที่ตนสร้างที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงของบุคคลอื่น

จนถึงทุกวันนี้ David Lynch ก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง Dune ฉบับของตัวเองที่เขานับว่าเป็นความโศกเศร้าและฝันร้ายครั้งใหญ่ของชีวิต และตัดสินใจที่จะไม่ดู Dune ฉบับล่าสุดของ Villeneuve เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกของการกลับไปเผชิญหน้ากับความล้มเหลวที่เกือบทำให้ชีวิตผู้กำกับของเขาพัง

มินิซีรีย์ Frank Herbert’s Dune ปี 2000

ในปี 1996 Richard Rubinstein โปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Dawn of the Dead ปี 1978 ภาพยนตร์ภาคต่อของหนังซอมบี้ในตำนานอย่าง Night of the Living Dead (1968) ที่ผู้กำกับอย่าง George Romero ตัดสินใจกลับมากำกับด้วยตัวเองและ Pet Semetary (1989) ที่สร้างขึ้นจากนิยายปี 1983 ของ Stephen King ในชื่อเดียวกัน ได้ซื้อลิขสิทธิ์การทำ Dune มาทำเป็นมินิซีรีส์ในชื่อ Frank Herbert’s Dune ความยาว 3 ตอนออกฉายทางช่อง Sci-Fi Channel (ปัจจุบันคือช่อง Syfy ของ NBC) ในปี 200 โดยได้ John Harrison ที่เคยทำงานกับ George Romero ใน Day of the Dead (ภาคต่อของ Dawn of the Dead) มารับหน้าที่เขียนบทและกำกับ ซึ่ง John Harrison ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาพยายามที่จะสร้างซีรีย์นี้ให้เป็นการตีความอย่างเคารพต้นฉบับที่สุดโดยพยายามที่จะไม่เสริมเติมแต่งหรือเปลี่ยนแปลงของที่ Herbert ได้เขียนไว้แล้ว

Sandworm จาก Frank Herbert’s Dune (2000)

ซีรีย์ได้รับผลตอบรับมาในเชิงบวกและได้รางวัล Emmy Award สองตัวในสาขา Cinematography และ Special Effect สำหรับมินิซีรีย์หรือภาพยนตร์ ทำให้ในปี 2003 Harrison ได้มีโอกาสทำภาคต่อในชื่อ Frank Herbert’s Childrenof Dune ที่สร้างจาก Dune Messiah และ Children of Dune นิยายภาคต่อของ Dune ที่ Herbert เขียนไว้ในปี 1969 และ 1976 ตามลำดั

ในปี 2008 Paramount Pictures มีแผนจะสร้าง Dune ฉบับภาพยนตร์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยได้วางตัว Peter Berg ผู้กำกับ Hancock (2008) มาเป็นผู้กำกับแต่ Berg ได้ถอนตัวออกไปในปี 2009 จนกระทั่งในปี 2010 Paramount ได้นำ Pierre Morel ผู้สร้าง Taken (2008) มาเป็นผู้กำกับแต่หลังจากนั้นไม่นานโปรเจกต์ก็ถูกยุบไปในปี 2011 หลังจากที่ไม่สามารถทำตามข้อตกลงกับ Rubinstein ผู้ที่เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ Dune ในตอนนั้นได้

จาก Arrival และ Blade Runner 2049 สู่ Dune 2021

หลังจากห่างหายไปจากจอภาพยนตร์เป็นเวลานานหลายทศวรรษ ความหวังใหม่ของการสร้างภาพยนตร์ Dune ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ Legendary Entertainment ทำการซื้อลิขสิทธิ์ในการสร้าง Dune สำหรับภาพยนตร์และทีวีซีรีย์ในปี 2016 โดยได้วางตัว Denis (อ่านว่าเดอนี) Villeneuve ที่เพิ่งสร้างผลงานอย่าง Prisoner (2013), Sicario (2015) และ Arrival (2016) มาเป็นผู้กำกับ

แต่ก่อนที่ Villeneuve จะมาทำ Dune นั้น Villeneuve ก็ได้สร้างผลงานภาคต่อของ Blade Runner อย่าง Blade Runner 2049 ขึ้นมาก่อนในปี 2017 ซึ่งถึงแม้จะได้รับคำชมอย่างล้นหลามทั้งในแง่ของบทและงานภาพและเสียง รวมไปถึงได้ Oscar สาขา Cinematography และ Visual Effects และเข้าชิงอีก 3 สาขา แต่ก็ถือได้ว่าล้มเหลวในแง่ของรายได้ที่ทำได้เพียง 260 ล้านเหรียญทั่วโลกจากทุนการสร้าง 150-185 ล้านเหรียญสหรัฐ

Blade Runner 2049 (2017)

หลงังจากที่จัดการกับ Blade Runner 2049 เสร็จสิ้น Villeneuve ก็ได้เริ่มทำงานกำกับภาพยนตร์เรื่อง Dune ฉบับใหม่ต่อ ซึ่งก็ได้ดึงตัวทีมงานหลายคนที่ร่วมทำ Blade Runner ด้วยกันมาทำด้วย Villeneuve ได้วาง Dune ฉบับใหม่นี้ไว้เป็นหนังสองภาคจากการที่เขามองว่าเรื่องราวของ Dune มีความซับซ้อนและยาวเกินไปที่จะสร้างเป็นภาพยนตร์เพียงภาคเดียว โดยได้แคสติ้งนักแสดงในปี 2018 และเริ่มถ่ายทำในปี 2019

เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้าของ Villeneuve อย่าง Blade Runner 2049 ภาพยนตร์เรื่อง Dune ภาพยนตร​์เรื่อง Dune ได้ถูกถ่ายทำในระบบ IMAX ด้วยกล้องตระกูล Alexa ของ Arri ที่ถูกใช้ในหนังชื่อดังมากมายรวมไปถึง Life of Pi, Gravity, Birdman, Roma, 1917 รวมไปถึง Blade Runner 2049 ที่เคยได้รับรางวัล Oscar สาขา Best Cinematography

(เพราะฉะนั้นก็คงไม่ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้จะดูแล้วเต็มตาที่สุดในระบบ IMAX ทั้งเรื่องของสัดส่วนภาพและรายละเอียด – แต่ก็น่าเสียดายที่ระบบ IMAX ในไทยทุกโรงยังเป็นระบบเก่าไม่ใช่ระบบ IMAX Laser แบบที่ต่างประเทศเค้าใช้กันก็อาจจะไม่ได้ดูแล้วเต็มอิ่มขนาดนั้น)

ในส่วนของเพลงประกอบก็ได้ Hans Zimmer มาทำให้ ซึ่ง Zimmer ถึงกับยอมละทิ้งโปรเจกต์ใหม่อย่าง TENET กับผู้กำกับคู่บุญ Christopher Nolan ไปเพื่อที่จะมาทำ Dune ฉบับนี้ (ทำให้ Nolan ต้องหันไปดึงตัว  Ludwig Göransson ที่เคยได้รับ Oscar สาขา Original Score จาก Black Panther (2018) มารับหน้าที่แทน) และที่น่าสนใจก็คือ เช่นเดียวกับความคิดของ Jodorowsky Zimmer ได้เลือกที่จะใช้เพลงของ Pink Floyd ในหนังเรื่องนี้ด้วย โดยได้อัดคอรัสของเพลง Eclipse มาใช้ประกอบภาพยนตร์ (รวมไปถึงใช้ใน Trailer ซึ่งก็ทำให้เพลง Eclipse กลับมาฮิตอีกครั้งอยู่ช่วงหนึ่ง)

Dune ฉบับนี้มีกำหนดฉายเริ่มแรกในปลายปี 2020 ก่อนที่จะถูกดันมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จนกระทั่งในเดือนกันยายน Dune ฉบับใหม่นี้ได้ปฐมทัศน์ไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิสโดยได้ผลตอบรับออกมาในแง่ดี ก่อนที่จะได้ฉายในระบบ IMAX ครั้งแรกในช่วงสัปดาห์ต่อมาในเทศกาลหนังโทรอนโต

ในส่วนของ Public Screening นั้น เช่นเดียวกับหนังทุกเรื่องของ Warner Bros. ในปีนี้ Dune ได้ถูกวางให้ฉายในโรงภาพยนตร์ควบคู่กับระบบ HBO Max (ซึ่งไม่มีในไทย) พร้อมกันในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 ตุลาคม ส่วนในต่างประเทศ Dune ได้เริ่มออกฉายในวันที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศไปตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่วนในไทย Dune จะเข้าโรงในวันที่ 21 พร้อมกับในสหรัฐอเมริกา

ภาพโปรโมทจาก Dune (2021)

ความบ้าของการทำ Dune ครั้งนี้ก็คือถึงแม้ Dennis จะวางหนังไว้เป็นสองภาคตั้งแต่แรก แต่ในตอนนี้ Dune ได้ถูกถ่ายทำและสร้างมาแค่ครึ่งแรกของหนังสือ เพราะสตูดิโอให้ทุนมาสร้างได้แค่พาร์ทแรก และชะตากรรมว่าครึ่งหลังจะได้ถูกสร้างมั้ยก็ขึ้นอยู่กับผลตอบรับของครึ่งแรกนี้

ในช่วงเวลากว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ Dune ถูกประพันธ์ขึ้นในปี 1965 จนถึงปัจจุบันที่ Dune ฉบับใหม่นี้จะถูกฉาย เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งตัวหนังสือและภาพยนตร์ทั้งที่ได้ถูกสร้างและไม่ถูกสร้างได้วางรากฐานให้แก่งานไซไฟและงานภาพยนตร์ในยุคต่อมาอย่างมากมาย

ดีไซน์ตัวละครของ Dune ฉบับของ Jodorowsky โดย Moebius

ความแปลกประหลาดของตัวนิยายที่ Herbert เขียนไว้ได้สร้างโทนใหม่ของนิยายไซไฟทั้งในแง่ของพลอตเรื่องและวิธีการเล่า งานของ Jodorowsky ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นได้ทำให้ศิลปินตัวท็อปได้มาเจอกันและแยกย้ายกันไปสร้างมาสเตอร์พีซของตนในยุคถัดมา ที่ก็เป็นที่กระจ่างชัดว่าหลายองค์ประกอบที่พวกเขาได้ใช้ในผลงานพวกนั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก Dune ของ Jodorowsy ไม่มากก็น้อย ในช่วงหลังงานที่ล้มเหลวของ Jodorowsky เราได้เห็นว่า Dune ได้ไปข้องเกี่ยวกับผู้กำกับและศิลปินชื่อดังหลายต่อหลายคน ในฐานะของนิยายชั้นยอดที่ยากจะถูกนำมาสร้างงานภาพยนตร์ จนถึงในปัจจุบันที่เรากำลังจะได้เห็นความพยายามครั้งล่าสุดโดย Villeneuve ผู้กำกับที่ได้สร้างผลงานไซไฟชั้นยอดแห่งยุคไว้หลายชิ้น

ก็เป็นที่น่าลุ้นว่าเรื่องราวของ Dune นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ครึ่งหลังของ Dune ฉบับใหม่นี้จะได้ถูกสร้างหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่คงไม่ต้องสงสัยเลยก็คือความเป็นตำนานของนิยายเรื่องนี้รวมถึงเรื่องราวของความพยายามและความยากลำบากของการนำมันสู่จอเงินที่กินเวลามากว่าครึ่งศตวรรษจะคงอยู่กับวงการไซไฟไปอีกนานแสนนาน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save