ท่ามกลางความตึงเครียดของภูมิภาคตะวันออกกลางในเวลานี้ทำให้ย้อนนึกกลับในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์กับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ความตึงเครียดของสงครามในครั้งนั้นดึงให้ชาติมหาอำนาจจากด้านนอกเข้ามาร่วมในสงครามครั้งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของความระหองระแหงภายในภูมิภาคนี้มาตลอดหลังจากนั้น

หากประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลางคือบันทึกแห่งความขัดแย้ง สงครามอ่าวก็คงเป็นแผลเป็นที่ชัดเจนและเจ็บปวดที่สุดแผลหนึ่ง การรุกรานในครั้งนั้นไม่ได้ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน แต่กลับเป็นการวางเพลิงเผาโลกที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่เปลี่ยนทะเลทรายอาหรับให้กลายเป็นนรกบนดินยาวนานถึง 9 เดือน จนทำให้ Carl Sagan ต้องออกมาประกาศเตือนว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ้นโลกที่ไม่มีวันหวนคืน
จุดเริ่มต้นไฟไหม้บ่อน้ำมันคูเวต
หลังจากสงครามอิรัก-อิหร่าน (1980-1988) สิ้นสุดลง อิรักตกอยู่ในภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจ โดยในช่วงเวลานั้นอิรักเป็นหนี้ท่วมหัวโดยเกิดจากการที่อิรักกู้เงินจำนวนมหาศาลจากคูเวตและซาอุดิอาระเบียมาทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งหลังจากจบสงครามซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักในเวลานั้นพยายามขอยกเลิกหนี้โดยอ้างว่าอิรักรบเพื่อปกป้องโลกอาหรับจากปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน แต่คูเวตปฏิเสธพร้อมกับในเวลานั้นเกิดสถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ อิรักที่มีแหล่งรายได้หลักจากน้ำมันเพียงอย่างเดียวจึงต้องการให้กลุ่ม OPEC ลดการผลิตเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นเพื่อหาเงินใช้หนี้ แต่คูเวตกลับผลิตน้ำมันเกินโควตา ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งลง และสุดท้ายอิรักกล่าวหาคูเวตใช้เทคโนโลยี Slant Drilling ข้ามพรมแดนมาขโมยน้ำมันจากแหล่ง Rumaila ของอิรัก
ซึ่งด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดที่สะสมตัวภายหลังจากสงครามอิรัก-อิหร่านและสภาพหมดสิ้นหนทางซัดดัมจึงสั่งกองทัพบุกยึดคูเวตสายฟ้าแลบในวันที่ 2 สิงหาคม 1990 และสามารถยึดคูเวตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงและสถาปนาให้คูเวตเป็นจังหวัดที่ 19 ของอิรักในทันที ทำให้ในเวลานั้นอิรักกลายเป็นผู้ควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลของโลกทันที ซึ่งสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรกลัวว่าซัดดัมจะไม่หยุดแค่คูเวต แต่จะบุกซาอุดีอาระเบียต่อ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ซัดดัมจะคุมน้ำมันกว่า 40% ของโลก ทาง UN ในเวลานั้นจึงประกาศไม่ยินยอมการที่อิรักรุกรานอธิปไตยของประเทศอื่นและเกิดปฏิบัติการ Desert Storm ในมกราคม 1991 เพื่อการปลดปล่อยคูเวตจากการยึดครองของอิรัก
ซึ่งในเวลาไม่นานที่กองกำลังพันธมิตรใช้แสนยานุภาพทางอากาศโจมตีอิรักอย่างหนัก ซัดดัมตระหนักว่าเขาไม่มีทางรักษาคูเวตไว้ได้ ซัดดัมสั่งใช้กลยุทธ์ Scorched Earth หรือกลยุทธ์ผลาญพิภพ ที่ปฏิบัติการโดยการสั่งให้ทหารอิรักทำการถอยทัพโดยระหว่างถอยทัพพวกเขาจะติดตั้งระเบิด C4 และ TNT ที่หัวบ่อน้ำมัน (Wellheads) ทุกบ่อในประเทศคูเวตและทำการระเบิดบ่อน้ำมันทุกบ่ออย่างพร้อมเพียงกัน
บ่อน้ำมันที่ถูกแรงบีบอัดจากใต้พื้นพิภพถูกระเบิดออก พุ่งทะยานน้ำมันดิบขึ้นมาสูงกลายเป็นคบเพลิงยักษ์ที่เผาไหม้น้ำมันดิบกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน น้ำมันปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการภาพออกทิ้งกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งเป็นม่านหมอกที่เปลี่ยนให้กลางวันของคาบสมุทรอาหรับกลายเป็นกลางคืน ควันดำหนาทึบปกคลุมท้องฟ้าจนแสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึง อุณหภูมิพื้นดินลดลงอย่างรวดเร็ว เขม่าดำผสมกับความชื้นกลายเป็นฝนสีดำ ตกลงมาเปื้อนทั้งคน สัตว์ และพืชพรรณ ทหารในพื้นที่บรรยายว่ามันเหมือน “นรกบนดิน” ที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของไฟที่ดังเหมือนเครื่องยนต์เจ็ทตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งสิ่งที่ซัดดัมทำนี้เป็นการแก้แค้นคูเวตที่เรียกร้องให้นานาชาติเข้ามารุมกระทืบกองทัพของซัดดัม โดยใช้คำว่า ถ้าฉันไม่ได้ แกก็ต้องไม่เหลืออะไรไว้ใช้ ซึ่งซัดดัมต้องการทำลายทรัพยากรที่เขาเชื่อว่าคูเวตปล้น อิรักมาใช้ และในเมื่อคูเวตทำได้เขาก็ต้องทำได้
ไฟนรกที่ไม่มีทางดับ
หลังจากอิรักพ่ายแพ้และถอนกำลังออกไป สิ่งที่ทิ้งไว้คือไฟนรกครั้งใหญ่ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเคยสัมผัสในชีวิต เปลวไฟที่เกิดจากน้ำมันดิบทะยานสูงกว่า 50 ถึง 100 เมตร เสียงของท่อน้ำมันที่ถูกแรงดันน้ำฉีกออกและกำลังดันน้ำมันปริมาณหลายบาเรลต่อวินาทีพุ่งขึ้นมาจากใต้โลกและกลายเป็นเปลวเพลิงนั้นสร้างเสียงที่ดังหลายร้อยเดซิเบล เสียงของพวกมันดังเหมือนกับเครื่องยนต์เจ็ทที่กำลังเร่งเครื่องอยู่ตลอดเวลา และด้วยปริมาณการเผาผลาญน้ำมันหลายบาเรลต่อวินาทีก็ทำให้อุณหภูมิของบ่อพุ่งสูงถึงหลายพันองศาเซลเซียส

หัวบ่อน้ำมันที่ระเบิดกระจุยเหล่านั้นกลายเป็นไฟบรรลัยกัลป์ที่ไม่มีทางดับ ความร้อนจากเปลวไฟทำให้น้ำที่ฉีดเข้าไปไม่มีวันเข้าไปถึงต้นกำเนิดของเปลวไฟได้ ควันสีดำที่เกิดจากการเผาของน้ำมันดิบกลายเป็นม่านหมอกสีดำที่ทำให้เครื่องบินฝั่งสหรัฐมองไม่เห็นเครื่องบินของอิรัก ความมืดมิดจากควันสีดำปกคลุมไปทั่วคูเวต อุณหภูมิลดลงฮวบ ในพื้นที่การเผาไหม้หนาแน่นสามารถทำให้อุณหภูมิพื้นที่กลางทะเลทรายลดลงเหลือเพียง 10 องศาเซลเซียส เมื่อฝนตกลงมา เขม่าควันจะเกาะตัวกับหยดน้ำ กลายเป็นฝนสีน้ำมันที่ตกลงมาเปื้อนทุกอย่างจนเป็นสีดำสนิท แม้แต่แกะในทะเลทรายยังเปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีดำเขม่าทั้งฝูง และยังเกิดบ่อน้ำมันกลางทะเลทรายจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นทั่วทั้งคูเวตกลายเป็นแหล่งเชื้อไฟชั้นดี และน้ำมันเหล่านี้ผสมกับทรายจนกลายเป็นสารเหนียวคล้ายยางมะตอย (Tarcrete) ปกคลุมพื้นที่ทะเลทรายกว่า 5% ของคูเวต ซึ่งทำลายระบบนิเวศของแมลงและสัตว์ทะเลทรายไปเกือบทั้งหมด
นักวิทยาศาสตร์ประเมินกันว่าไฟไหม้จากบ่อน้ำมันคูเวตเหล่านี้กำลังเผาผลาญน้ำมันดิบ 6 ล้านบาร์เรลต่อวันและการดับไฟอาจจะต้องใช้เวลา 2-5 ปีในการดับมันทั้งหมด และเผลอ ๆ มนุษยชาติไม่อาจที่จะดับไฟจากบ่อน้ำมันเหล่านี้ได้และอาจจะต้องปล่อยให้น้ำมันในบ่อเหล่านี้หมดไปก่อนจึงจะสามารถดับไฟได้ ทำให้สถานการณ์ไฟไหม้บ่อน้ำมันของคูเวตสิ้นหวังลงเข้าไปอีก
การขู่ล่วงหน้าและการคาดเดาของเหล่านักวิทยาศาสตร์
ก่อนการระเบิดบ่อน้ำมันในคูเวต ซัดดัม ฮุดเซนส่งคำขู่ไปยังชาติต่าง ๆ ว่าหากพวกเขาโจมตีอิรัก คูเวตจะลุกเป็นไฟ เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือทำให้สหรัฐเกรงกลัวต้องผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นหากสหรัฐเข้าโจมตีอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวต

ซึ่งเราเชื่อกันว่ากองทัพของอิรักวางแผนในการระเบิดและเปลี่ยนคูเวตให้เป็นกองทะเลเพลิงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการล่าถอยระหว่างที่สหรัฐบุกเข้าโจมตี นั้นก็มาจากการที่บ่อน้ำมันทุกบ่อระเบิดพร้อมกันหมดอย่างพร้อมเพียง ซึ่งสิ่งนี้หมายความว่ากองทัพอิรักได้วางแผนติดตั้งระเบิดที่ท่อส่งน้ำมันตั้งแต่ก่อนหน้าเป็นระยะเวลาหลายเดือนแล้ว อีกทั้งบ่อน้ำมันบางแห่งยังมีการติดตั้งกับระเบิดและหลุมสนามเพลาะไว้ทำให้การทำงานดับไฟยากขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนและความใจเย็นของกองทัพอิรักที่วางแผนจะทำลายคูเวตให้สิ้นซาก ไม่ใช่การทำลายทิ้งขณะกำลังวิ่งหนีถอยทัพ
ซึ่งในช่วงก่อนเกิดปฏิบัติการ Desert Storm ในเดือนมกราคม 1991 Carl Sagan นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดังได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมากว่า หากบ่อน้ำมันถูกเผาไหม้เป็นจำนวนมาก มันจะก่อให้เกิดสภาวะฤดูหนาวนิวเคลียร์ในระดับภูมิภาค โดยเขาได้คาดการณ์ว่าเขม่าควันสีดำจะลอยสูงขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์และปกคลุมท้องฟ้าเป็นเวลานานหลายปีคล้ายกับการระเบิดของภูเขาไฟ Tambora ที่ระเบิดในปี 1815 และก่อให้เกิดฝุ่นควันที่ลอยสูงขึ้นไปบดบังแสงอาทิตย์และก่อให้เกิดปีที่ไม่มีฤดูร้อนเกิดขึ้น ซึ่งหากไฟไหม้ในครั้งนี้รุนแรงและเลวร้ายเช่นนั้นจริงมันจะไปขัดขวางลมมรสุมในเอเชียใต้ ส่งผลให้การเกษตรในเอเชียใต้ล้มเหลวและเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ในอินเดียและปากีสถาน
ซึ่งมีบทวิเคราะห์จากนิตยสาร Time กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นอยู่ใน Environmental Damage: A Man-Made Hell on Earth
ซึ่งโชคดีที่การคาดการณ์ของ Carl Sagan นั้นผิด ในเหตุการณ์จริงนั้นควันไฟไม่ได้ลอยสูงถึงชั้นสตราโตสเฟียร์ แต่หยุดอยู่ที่ชั้นโทรโพสเฟียร์ เขม่าควันจึงถูกฝนชะล้างลงมาเร็วกว่าที่คิด และหายนะระดับโลกอย่างที่เขากลัวจึงไม่เกิดขึ้น
สู้กับไฟ ใครจะชนะระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
แม้สถานการณ์เกี่ยวกับควันที่ลอยสูงที่จะทำลายระบบนิเวศน์และชั้นบรรยากาศระดับสูงจะไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนที่ Carl Sagan กังวลไว้ แต่ว่าไฟที่กำลังเผาผลาญน้ำมันดิบอยู่ ณ ขณะนี้ยังไงก็ต้องดับมันให้ได้ แต่คำถามคือใครจะเป็นหัวหอกในการดับไฟ

คนที่เป็นแรงกระตุ้นในการดับไฟคือ Red Adair ตำนานนักดับเพลิงบ่อน้ำมันชาวอเมริกัน แม้ตอนนั้นเขาจะอายุ 75 ปีแล้ว แต่เขาคือคนที่ประธานาธิบดีบรูซโทรเรียกให้ช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อ Adair ถึงคูเวต เขาสำรวจสถานการณ์และบอกว่า มันร้อนมาก ร้อนจนทรายในทะเลทรายหล่อละลายกลายเป็นแก้ว ร้อนเหมือนกับกำลังเดินอยู่บนแก้วที่หล่อละลาย ซึ่งในเวลานั้นเขาได้ใช้บารมีของเขาบีบให้รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรส่งอุปกรณ์หนักและงบประมาณมาสนับสนุนอย่างเต็มที่
บทความข่าวสถานการณ์ของคูเวตช่วงเวลา 1991 – Red Adair to Help Kuwait Douse Fires : Oil fields: The famed Texas firefighter estimates that it will take a year to extinguish the blazes. Four other firms will also be part of the team.
ซึ่งนั้นทำให้หลายชาติพันธมิตรลงเงินจำนวนมหาศาลกับการส่งเครื่องมือช่วยดับไฟและวางแผนในการดับไฟอย่างเป็นระบบ โดยหัวใจสำคัญในการดับไฟคือน้ำ แต่คูเวตคือพื้นที่ทะเลทรายที่แห้งแล้งและร้อนระอุ พวกเขาจึงต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการดับไฟใหม่ทั้งหมด โดย Bechtel คือบริษัทวิศวกรรมยักษ์ใหญ่ที่รับหน้าที่เป็น Project Manager ของโครงการดับไฟในครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่หมด ตั้งแต่การสร้างถนนกลางทะเลทรายเพื่อขนอุปกรณ์ ไปจนถึงการวางท่อส่งน้ำทะเลระยะทางนับร้อยกิโลเมตรเพื่อเอามาใช้ดับไฟ
ซึ่ง ณ เวลานี้มีโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนลงไปในพื้นที่เพื่อใช้ในการดับไฟแล้ว แต่การดับไฟของบ่อแต่ละหลุมต้องใช้เวลาหลายสิบชั่วโมงกว่าที่จะดับไฟและปิดผนึกหัวฉีดน้ำมันได้ และนั้นทำให้พวกเขาคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลานานหลายปีในการดับไฟและปิดผนึกหัวส่งน้ำมันทุกหลุม ทีมวิศวกรจากฮังการีจึงได้สร้างสัตว์ประหลาดที่ชื่อว่า The Big Wind มันคือรถถัง T-34 มาถอดป้อมปืนออก แล้วติดตั้ง เครื่องยนต์เจ็ทของเครื่องบิน MiG-21 เข้าไป 2 เครื่อง เมื่อพ่นน้ำมหาศาลผ่านแรงอัดของเครื่องยนต์เจ็ท แม้มันจะดูเป็นวิธีการที่บ้าบิ่นนี้จนไม่น่าจะดับไฟได้ แต่เมื่อมันไม่มีหนทางอื่นแล้วพวกเขาจึงได้รับอนุญาตให้ลงสนามไปทดสอบดับไฟจริง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าแรงลมและน้ำผสมกันจะสามารถเป่าไฟให้ดับลงได้ในเวลาไม่กี่นาที
The Big Wind กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมการดับเพลิงในคูเวตโดยทันที มันลดระยะเวลาการดับไฟจากที่คาดการณ์ไว้ 2-5 ปีเหลือเพียง 9 เดือนและดับไฟบ่อน้ำมันสุดท้ายได้ในเดือนพฤศจิกายน 1991 ซึ่งโดยรวมแล้วทีมนักดับเพลิงสามารถดับและปิดผนึกท่อส่งน้ำมัน 600-700 บ่อได้ในเวลาที่รวดเร็วกว่าที่คาดกันไว้ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการร่วมมือและเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเหลือ
ผลกระทบ การสูญเสียพลังงานมหาศศาล
มีการประมาณการว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นคูเวตสูญเสียน้ำมันไปทั้งหมด 1,000 ถึง 1,500 ล้านบาร์เรล และในช่วงที่วิกฤตที่สุด น้ำมันดิบถูกเผาไหม้และพุ่งพวยออกมาประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณ 6 ล้านบาร์เรลนี้ มากกว่า ขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันปกติของคูเวตในตอนนั้นเสียอีก เนื่องจากบ่อน้ำมันที่ถูกระเบิดไม่มีวาล์วควบคุม แรงดันมหาศาลใต้ดินจึงดันน้ำมันออกมาอย่างเต็มกำลังแบบหยุดไม่ได้

ซึ่งน้ำมันที่สูญเสียไปในช่วง 9 เดือนนั้น คิดเป็นประมาณ 1.5% ถึง 2% ของปริมาณน้ำมันสำรองทั้งหมด ของประเทศคูเวต แม้ดูเหมือนเปอร์เซ็นต์จะน้อย แต่หากเทียบเป็นมูลค่าเงินในตอนนั้น เฉพาะตัวน้ำมันดิบอย่างเดียวมีมูลค่าสูงถึง 12,000 – 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนี่ยังไม่รวมค่าซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานอีกมหาศาล
และมันไม่ใช่น้ำมันทุกหยดที่พุ่งออกมาจากท่อจะกลายเป็นเปลวเพลิง น้ำมันบางส่วนไหลนองไปตามพื้นทราย เกิดเป็นทะเลสาบน้ำมันมากกว่า 300 แห่งทั่วทะเลทราย ปริมาณน้ำมันในทะเลสาบเหล่านี้มีมากถึง 25 – 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งต่อมาน้ำมันเหล่านี้ได้ซึมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน สร้างความเสียหายทางนิเวศวิทยาที่ประเมินค่าไม่ได้
บทสรุป จากสมบัติล้านปีสู่ทุลีในเสี้ยวพริบตา
ในเวลาเพียง 9 เดือน ซัดดัม ฮุสเซน ได้ผลาญทรัพยากรที่ธรรมชาติใช้เวลาสั่งสมมานับล้านปี ให้กลายเป็นควันดำและเขม่าควันเพียงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองและการแก้แค้น ที่สุดท้ายแล้วการแก้แค้นของเขาในครั้งนั้นจบลงด้วยการที่ประเทศอิรักย่อยยับและไม่สามารถกลับขึ้นมากลายเป็นมหาอำนาจของตะวันออกกลางได้อีกเลย อิรักหลังจากนั้นกลายเป็นสภาพของประเทศที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแล้วก็สงคราม และบั้นปลายชีวิตของซัดดัมก็อยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ก่อนที่จะถูกทหารสหรัฐจับกุมตัวขึ้นศาล ในความผิดอาชญากรสงคราม ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และรับโทษประหารชีวิตในเวลาต่อมา
ซึ่งดูแล้วการแก้แค้นของซัดดัม ฮุสเซนนั้นเต็มไปด้วยความไร้ประโยชน์เพราะสุดท้ายคูเวตก็ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศ OPEC และมีกำลังการผลิตน้ำมันอันดับต้น ๆ ของโลกเช่นเดิม คูเวตยังคงร่ำรวยจากการค้าน้ำมันและทั้งหมดเกิดขึ้นราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นแผลของการเผาผลาญอย่างใหญ่หลวงครั้งนั้นก็ยังคงปรากฎให้เห็นตามธรรมชาติ ทั้งซากของสัตว์ที่ตายจากน้ำมันและน้ำเสีย หรือชั้นดินทะเลทรายที่เสื่อมสภาพจากน้ำมันดิบ ทั้งหมดนี้ยังคงสามารถพบได้ในพื้นดินของคูเวต ซึ่งสุดท้ายแล้วผลกระทบเหล่านี้ไม่สามารถตีเป็นมูลค่าเงินได้เลยด้วยซ้ำ
เพราะสุดท้ายคนที่พ่ายแพ้ในสงครามมันไม่ใช่ใครเลยนอกจากเราทุกคนและโลกที่ถูกทำลาย โลกที่ถูกเผาผลาญจากความโง่เขลาของมนุษย์
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co