ใครที่ทำงานเกี่ยวกับอวกาศช่วงนี้โดยเฉพาะในด้านธุรกิจอวกาศในเอเชีย น่าจะได้ยินคำว่า JAXA Space Strategy Fund กันมากพอสมควร ไม่ว่าจะจากบริษัทเอกชนที่ใช้ประโยชน์ด้านอวกาศ ดูแลการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติหรือบริษัททำจรวด ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ JAXA Space Strategy Fund ที่เรียกได้ว่าเป็นงบก้อนสำคัญที่จะพาญี่ปุ่นในทศวรรษนี้ ให้เกิดเศรษฐกิจอวกาศได้จริง ๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ภาพจำของอวกาศญี่ปุ่นนั้นผูกติดกับบริษัทขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานรัฐเป็นหลัก
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน คำว่า “อุตสาหกรรมอวกาศ” สำหรับหลายประเทศยังหมายถึงโครงการวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการเกือบทั้งหมด ดาวเทียมถูกสร้างขึ้นเพื่อการวิจัย การสำรวจ หรือภารกิจด้านความมั่นคง และหน่วยงานอวกาศแห่งชาติทำหน้าที่เป็นทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ควบคุมภารกิจ และผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมในเวลาเดียวกัน แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาพเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อวกาศกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่ ตั้งแต่ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม การนำทาง GNSS การสังเกตการณ์โลก ไปจนถึงแนวคิดใหม่อย่างเศรษฐกิจวงโคจร Low Earth Orbit การผลิตในอวกาศ หรือโครงสร้างพื้นฐานบนดวงจันทร์
การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้รัฐบาลหลายประเทศเริ่มมองอวกาศด้วยมุมมองที่ต่างออกไป จากเดิมที่เป็นเพียง “Science Program” กลายเป็น “Strategic Industry” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีขั้นสูง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสหรัฐอเมริกาซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทผ่านโครงการ Commercial Space ของ NASA จนเกิดบริษัทอย่าง SpaceX หรือ Rocket Lab ขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดโลก ขณะที่ยุโรป จีน และหลายประเทศในเอเชียก็เริ่มพัฒนาแนวทางของตัวเองเพื่อสร้างเศรษฐกิจอวกาศในระดับประเทศ

ญี่ปุ่นเองก็อยู่ในจุดเปลี่ยนเดียวกัน แม้ว่าประเทศนี้จะมีเทคโนโลยีอวกาศที่แข็งแกร่งมานาน ตั้งแต่ระบบดาวเทียมสังเกตการณ์โลก วิศวกรรมยานอวกาศ ไปจนถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในอวกาศ แต่โครงสร้างของอุตสาหกรรมกลับยังคงมีลักษณะคล้ายกับยุคก่อนหน้า คือพึ่งพาบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และโครงการของรัฐเป็นหลัก ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของ “New Space” ที่บริษัทเอกชนและสตาร์ทอัพมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากญี่ปุ่นต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของตัวเองในเศรษฐกิจอวกาศโลก โครงสร้างของอุตสาหกรรมจำเป็นต้องถูกปรับใหม่ทั้งหมด
คำตอบของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อโจทย์นี้คือการสร้างกองทุนขนาดใหญ่ภายใต้หน่วยงานอวกาศของประเทศ นั่นคือ Space Strategy Fund ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้ Japan Aerospace Exploration Agency หรือ JAXA โดยเป็นกองทุนระยะยาว 10 ปีที่มีวงเงินสนับสนุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านเยนหรือราวหกถึงเจ็ดพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การตัดสินใจจัดตั้งกองทุนนี้ถูกระบุอย่างชัดเจนในแผนนโยบายอวกาศของรัฐบาลญี่ปุ่นปี 2023 และมาตรการเศรษฐกิจระดับชาติในปีเดียวกัน ซึ่งมีเป้าหมายให้ JAXA ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และภาครัฐเข้าด้วยกันเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ
ไม่ใช่แค่การสนับสนุนงบประมาณ แต่คือการสร้าง Ecosystem
สิ่งที่ทำให้ Space Strategy Fund แตกต่างจากโครงการสนับสนุนการวิจัยทั่วไป ไม่ได้อยู่ที่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่คือ “วิธีคิด” ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบกองทุนนี้ เอกสารของ JAXA ระบุชัดว่าเป้าหมายสำคัญของกองทุนคือการขยายขนาดของตลาดอวกาศญี่ปุ่นให้เติบโตเป็นสองเท่าภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 จากมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านเยน ไปสู่ 8 ล้านล้านเยน
นอกจากนี้ Space Strategy Fund ยังถูกออกแบบให้ตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์สามด้านพร้อมกัน
- ด้านแรกคือการขยายตลาดและสร้างธุรกิจอวกาศใหม่ หรือ New Space
- ด้านที่สองคือการใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เช่น การติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการจัดการทรัพยากร
- ด้านที่สามคือการผลักดันขอบเขตของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผ่านการสำรวจอวกาศลึก เช่น ภารกิจไปยังดวงจันทร์หรือดาวอังคาร แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่าอวกาศกำลังถูกมองเป็นทั้งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางนโยบาย และพื้นที่สำหรับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในเวลาเดียวกัน
Space Strategy Fund จึงเป็นเหมือนเครื่องมือทางอุตสาหกรรมของรัฐญี่ปุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งการสร้าง ecosystem ของอุตสาหกรรมอวกาศ ตั้งแต่บริษัทสตาร์ทอัพ ผู้ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียม ไปจนถึงผู้ให้บริการข้อมูลดาวเทียมและโครงสร้างพื้นฐานในวงโคจร
แล้วญี่ปุ่นคาดหวังอะไรจากการลงเงินสนับสนุน
เป้าหมายหลักของ Space Strategy Fund คือการตั้งเป้าเพิ่มขนาดของตลาดอวกาศญี่ปุ่นจากประมาณสี่ล้านล้านเยนในปัจจุบันเป็นแปดล้านล้านเยนภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030
นอกจากเป้าหมายด้านมูลค่าตลาดแล้ว Space Strategy Fund ยังมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในหลายด้าน ตัวอย่างเช่น ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 ญี่ปุ่นต้องสามารถสร้างระบบดาวเทียมอย่างน้อย 5 ระบบที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเกิดบริการใหม่ที่ใช้ข้อมูลดาวเทียมมากกว่า 30 บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่สำคัญคือด้านการสำรวจอวกาศ ญี่ปุ่นตั้งเป้าว่าภายในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทเอกชน มหาวิทยาลัย และองค์กรวิจัยของประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในโครงการสำรวจดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือภารกิจสำรวจอวกาศลึกมากกว่า 10 โครงการ


ในด้านการส่งของไปอวกาศ การปล่อยจรวดเพื่อส่งการทดลอง ดาวเทียมและยานอวกาศต่าง ๆ รัฐบาลญี่ปุ่นยังตั้งเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการปล่อยจรวดให้ได้ประมาณ 30 เที่ยวบินต่อปีภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความพยายามในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอวกาศให้สามารถรองรับตลาดดาวเทียมที่กำลังเติบโตทั่วโลก โดยตัวเลขพวกนี้จะเป็นการรวมกันจากทั้งภาาครัฐและเอกชน
การวาง Position ของ JAXA ให้ผลักดันให้ธุรกิจอื่นโต
อีกหนึ่งจุดสำคัญของ Space Strategy Fund คือการปรับบทบาทของ JAXA จากหน่วยงานที่ทำภารกิจอวกาศเองเกือบทั้งหมด ไปสู่การทำหน้าที่เป็นผู้สร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอวกาศ เงินจากกองทุนไม่ได้ถูกใช้ให้ JAXA พัฒนาเทคโนโลยีทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ถูกกระจายไปยังบริษัทเอกชน สตาร์ทอัพ มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย ผ่านโครงการสนับสนุนและความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ทำให้ JAXA กลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงภาครัฐ อุตสาหกรรม และวิชาการเข้าด้วยกัน แนวคิดนี้คล้ายกับโมเดลที่ NASA ใช้ในการสร้าง Ecosystem Commercial Space ในสหรัฐ ซึ่งหน่วยงานรัฐทำหน้าที่สร้างตลาดและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจ
ในขณะเดียวกัน Space Strategy Fund ก็ไม่ได้เป็นโครงการของ JAXA เพียงหน่วยงานเดียว แต่ถูกออกแบบในระดับนโยบายของรัฐบาลผ่านความร่วมมือของหลายกระทรวง ตั้งแต่ MEXT ที่ดูแลงานวิจัยและเทคโนโลยีพื้นฐาน METI ที่รับผิดชอบการพัฒนาอุตสาหกรรม ไปจนถึง MIC ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารดาวเทียม โดยมี Cabinet Office ทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์โดยรวมซึ่งทำให้อวกาศกลายเป็นนโยบายระดับชาติที่เชื่อมโยงทั้งวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ใช่เพียงโครงการของหน่วยงานอวกาศเพียงอย่างเดียว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงหลังเราถึงได้เห็นการเข้ามาของทั้ง METI และ MIC จากเดิมที่เราจะเห็น Cabinet Office เข้ามาดูแลงานต่าง ๆ รวมถึงพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยในช่วงปี 2020 เป็นต้นมา รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันด้านธุรกิจอวกาศ เช่น โครงการอย่าง S-Booster โดยนอกจากไทยแล้ว เรายังได้เห็นญี่ปุ่นไปลงตลาดเพื่อพูดคุยหารือกับประเทศต่าง ๆ เช่น เวียดนาม หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขยายผลโครงการ
แล้วบริษัทไหนบ้างที่ได้เงินจาก Space Strategy Fund
ในระยะแรกของ Space Strategy Fund เงินสนับสนุนถูกกระจายไปยังบริษัทเอกชน มหาวิทยาลัย และองค์กรวิจัยจำนวนมาก โดยแบ่งออกตามยุทธศาสตร์หลักของอุตสาหกรรมอวกาศ ได้แก่ Space Transportation, Satellite Systems และ Space Exploration ตัวอย่างในด้าน Space Transportation มีบริษัทและองค์กรอย่าง Mitsubishi Heavy Industries, IHI Aerospace, Mitsubishi Precision, Nikon, Shimizu และบริษัทอวกาศรุ่นใหม่อย่าง Interstellar Technologies ที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีจรวด การผลิตชิ้นส่วนจรวด ระบบนำทาง และโครงสร้างพื้นฐานของฐานปล่อย เป้าหมายของการลงทุนในสาขานี้คือการเพิ่มความสามารถในการปล่อยจรวดของประเทศและสร้างระบบการผลิตที่สามารถรองรับการปล่อยจรวดจำนวนมากในอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งใน KPI สำคัญของยุทธศาสตร์อวกาศญี่ปุ่น

ในด้าน Satellite Systems และบริการข้อมูลจากอวกาศ บริษัทที่ได้รับการสนับสนุนมีทั้งบริษัทอวกาศดั้งเดิมและสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เช่น NEC, Mitsubishi Electric, ArkEdge Space, Synspective, iQPS และ Marble Visions รวมถึงกลุ่มบริษัทที่พัฒนาระบบการใช้ข้อมูลดาวเทียม เช่น Umitron, Solafune และ Pacific Consultants โครงการในหมวดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียมแบบ Constellation เทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจโลก ระบบ LiDAR จากอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการใช้ข้อมูลดาวเทียมในเชิงพาณิชย์ กลยุทธ์ของรัฐบาลญี่ปุ่นในส่วนนี้คือการสร้างบริการใหม่จากข้อมูลอวกาศ เช่น การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม การเกษตร หรือการติดตามทรัพยากร ซึ่งจะช่วยขยายตลาดอวกาศของประเทศและเพิ่มบทบาทของบริษัทญี่ปุ่นในเศรษฐกิจข้อมูลจากดาวเทียม

ส่วนในด้าน Space Exploration และเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต โครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีสำหรับดวงจันทร์ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานในวงโคจรต่ำ ตัวอย่างเช่น ArkEdge Space ที่พัฒนาเทคโนโลยีระบบนำทางบนดวงจันทร์ KDDI ที่ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารระหว่างโลกและดวงจันทร์ Institute of Science Tokyo ที่พัฒนาเทคโนโลยีสำรวจน้ำบนดวงจันทร์ รวมถึงบริษัทอย่าง Space BD และ Japan LEO Shachu ที่ทำงานเกี่ยวกับแพลตฟอร์มทดลองในวงโคจรต่ำ นอกจากนี้ยังมีองค์กรขนาดใหญ่อย่าง Toyota Motor ที่ได้รับการสนับสนุนในการพัฒนา Regenerative Fuel Cell สำหรับระบบพลังงานในอวกาศ การลงทุนในสาขานี้สะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวของญี่ปุ่นที่ต้องการมีบทบาทในเศรษฐกิจดวงจันทร์และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในวงโคจรต่ำหลังยุคสถานีอวกาศนานาชาติ
แล้วประเทศอื่นจะได้อะไรจาก JAXA Space Strategy Fund
แม้ว่า Space Strategy Fund จะถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศของญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงโครงการนี้ไม่ได้ปิดตัวเองจากโลกภายนอก เอกสารของ JAXA ระบุชัดว่าบริษัทที่สามารถสมัครรับทุนต้องเป็นองค์กรที่จดทะเบียนและมีงานวิจัยในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม โครงการเปิดโอกาสให้เกิด ความร่วมมือระหว่างบริษัทญี่ปุ่นกับบริษัทต่างชาติได้ โดยบริษัทญี่ปุ่นสามารถยื่นข้อเสนอร่วมกับพันธมิตรจากต่างประเทศในโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือธุรกิจอวกาศ ซึ่งหมายความว่าประเทศอื่นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีหรือธุรกิจ แม้ว่าผู้รับเงินทุนหลักจะยังคงเป็นองค์กรในญี่ปุ่นก็ตาม
อีกกลไกหนึ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด Co-Funded Business Promotion Framework” Through Cooperation Among Space Agencies ซึ่งเปิดทางให้หน่วยงานอวกาศของประเทศต่าง ๆ สามารถร่วมมือกับ JAXA ในการสนับสนุนโครงการร่วมกันได้ แนวคิด “Co-fund” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนำเงินของสองหน่วยงานมารวมกันในกองทุนเดียว แต่หมายถึงการที่ แต่ละหน่วยงานสนับสนุนบริษัทของประเทศตัวเอง ในโครงการเดียวกัน เช่น JAXA อาจสนับสนุนบริษัทญี่ปุ่น ขณะที่หน่วยงานอวกาศของอีกประเทศสนับสนุนบริษัทของประเทศตัวเอง เมื่อทั้งสองบริษัททำโครงการร่วมกัน เท่ากับว่าโครงการนั้นได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองประเทศพร้อมกัน
ในเอกสารของ JAXA ยังอธิบายว่าการพัฒนาโครงการร่วมภายใต้กรอบ CBPF จะค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับขั้น เริ่มจาก Phase 1 ที่บริษัทจากสองประเทศเริ่มสำรวจความเป็นไปได้ในการร่วมมือกัน ต่อมา Phase 2 จะเป็นการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการ เช่น การลงนาม MOU เมื่อโครงการเริ่มมีความชัดเจน หน่วยงานอวกาศของประเทศหนึ่งอาจเริ่มสนับสนุนโครงการนั้นใน Phase 3 และสุดท้ายใน Phase 4 หน่วยงานอวกาศของทั้งสองประเทศจะสนับสนุนโครงการร่วมของบริษัทจากทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มรูปแบบ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Co-Funded Business ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างธุรกิจอวกาศที่สามารถแข่งขันในตลาดได้จริง

ยกตัวอย่างเช่นประเทศอย่างประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นผู้รับทุนโดยตรงจากกองทุนนี้ แต่สามารถมีบทบาทผ่านความร่วมมือกับบริษัทหรือสถาบันในญี่ปุ่น เช่น มหาวิทยาลัยหรือบริษัทเทคโนโลยีไทยอาจเข้าร่วมในโครงการวิจัยร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นในด้านดาวเทียม การใช้ข้อมูลอวกาศ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีสำรวจอวกาศ ในอีกมุมหนึ่ง บริษัทจากประเทศอื่นยังสามารถเข้าถึงตลาดและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมอวกาศญี่ปุ่นผ่านความร่วมมือกับบริษัทที่ได้รับทุนจาก Space Strategy Fund ซึ่งหมายความว่ากองทุนนี้ไม่ได้สร้างเพียง Ecosystem ภายในประเทศญี่ปุ่น แต่ยังมีศักยภาพในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศต่าง ๆ เข้ากับเครือข่ายเทคโนโลยีและธุรกิจของญี่ปุ่นในระยะยาว
วิเคราะห์แล้วญี่ปุ่นอยู่ตรงไหนแล้วจากภาพที่อยากจะเป็น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมอวกาศญี่ปุ่นอย่างชัดเจน เมื่อบริษัทอวกาศหลายแห่งเริ่มเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจดาวเทียมสำรวจโลก ตัวอย่างสำคัญคือ Synspective บริษัทพัฒนา constellation ดาวเทียมเรดาร์แบบ SAR ที่เข้าจดทะเบียนในตลาด Tokyo Stock Exchange และ iQPS บริษัทจากมหาวิทยาลัยคิวชูที่กำลังสร้างเครือข่ายดาวเทียม Synthetic Aperture Radar หลายสิบดวงเพื่อตอบโจทย์ตลาดข้อมูลจากอวกาศ แม้บริษัทเหล่านี้จะไม่ได้เกิดจาก Space Strategy Fund โดยตรง แต่การที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศกองทุนขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศก็มีผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน ทำให้นักลงทุนเริ่มมองว่าอุตสาหกรรมอวกาศของญี่ปุ่นกำลังมีทิศทางระยะยาวที่ชัดเจน และมีโอกาสเติบโตในระดับอุตสาหกรรมได้จริง

หากมองภาพรวมของอุตสาหกรรมอวกาศญี่ปุ่นในปัจจุบัน จะเห็นว่าประเทศนี้มีองค์ประกอบหลักของ Ecosystem เกือบครบแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคของโครงการภาครัฐไปสู่ยุคของอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ในด้านระบบปล่อยจรวด ญี่ปุ่นมี Mitsubishi Heavy Industries เป็นผู้พัฒนาจรวด H3 ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นจรวดหลักของประเทศในระยะยาว และเริ่มเข้าสู่การใช้งานจริงแล้วในภารกิจล่าสุด เช่นการส่งดาวเทียม QZSS และภารกิจ HTV-X อย่างไรก็ตาม ความถี่ของการปล่อยจรวดยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจอวกาศ ขณะที่บริษัทเอกชนอย่าง Space One กำลังพัฒนาจรวด Kairos สำหรับตลาด Smallsat Launch และ Interstellar Technologies ก็กำลังพัฒนาจรวดรุ่นใหม่สำหรับตลาดเชิงพาณิชย์ แต่ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หากญี่ปุ่นต้องการบรรลุเป้าหมายในยุทธศาสตร์อวกาศที่ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนการปล่อยจรวดต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าประเทศจะต้องมีผู้เล่นด้าน launch เพิ่มขึ้น และต้องเพิ่มความถี่ในการปล่อยจรวดให้สูงกว่าปัจจุบันอย่างมาก
ในทางกลับกัน ฝั่งดาวเทียมและบริการข้อมูลจากอวกาศของญี่ปุ่นกลับมี Ecosystem ที่เติบโตเร็วและมีผู้เล่นจำนวนมาก บริษัทอย่าง NEC และ Mitsubishi Electric ยังคงเป็นผู้ผลิตดาวเทียมรายใหญ่ของประเทศ ขณะที่สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เช่น Synspective ที่พัฒนา Constellation ดาวเทียม SAR และ ArkEdge Space ที่พัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมขนาดเล็กและระบบนำทางจากวงโคจรต่ำ กำลังเข้ามาเติมเต็มตลาดอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีบริษัทอย่าง NTT, SKY Perfect JSAT และ Space Compass ที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารอวกาศและเครือข่ายดาวเทียมยุคใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังวางตำแหน่งตัวเองในตลาดที่เน้นบริการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าการแข่งขันในตลาด Broadband Satellite โดยตรง

อีกด้านหนึ่งที่ญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนคือระบบนำทางดาวเทียมของตนเองอย่าง QZSS หรือ Michibiki ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบเสริมความแม่นยำของ GPS และกำลังถูกขยายไปสู่ constellation ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการระบุตำแหน่งที่แม่นยำทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม การขยายระบบไปสู่ constellation เต็มรูปแบบยังต้องอาศัยการปล่อยดาวเทียมเพิ่มเติมในอนาคต ในภาพรวมจึงอาจกล่าวได้ว่า ญี่ปุ่นมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ Space Strategy Fund พยายามทำคือการเร่งให้ ecosystem ทั้งหมดเติบโตเร็วขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากระบบอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยโครงการภาครัฐ ไปสู่โครงสร้างอุตสาหกรรมที่บริษัทเอกชนสามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดโลกได้จริง
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co