SpaceX ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 จรวด Falcon 9 ได้บินขึ้นจากฐานปล่อย Space Launch Complex 40 ใน Cape Canaveral Space Force Station เพื่อทำภารกิจภารกิจ Crew-12 นำส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ โดยหลังจากการบินขึ้นจรวด Falcon 9 หมายเลข B1101 ได้บินกลับมาลงจอดแบบ Return-To-Launch-Site หรือการบินกลับมาลงจอดที่ฐาน ณ Landing Zone 40 หรือ LZ-40 ซึ่งเป็นลานจอดคอนกรีตแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นห่างจากฐานปล่อยเพียงไม่กี่กี่เมตรเท่านั้น การลงจอดครั้งนี้เป็นการเปิดใช้งาน LZ-40 อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมดของ SpaceX บนชายฝั่งตะวันออก

หากเรามองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของตำนานการลงจอดบนบก SpaceX เริ่มเขียนประวัติศาสตร์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2015 ด้วยจรวดหมายเลข B1019 ที่ลงจอดสำเร็จ ณ Landing Zone 1 หรือ LZ-1 ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของ Launch Complex 13 ก่อนจะมีการสร้าง Landing Zone 2 หรือ LZ-2 เพิ่มเติมในปี 2017 เพื่อรองรับการลงจอดพร้อมกัน Falcon Heavy ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฐานจอดทั้งสองแห่งนี้รองรับการลงจอดสำเร็จรวมกันถึง 70 ครั้ง และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การใช้งานจรวดซ้ำกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ตามมาด้วยการ สร้างฐานลงจอด Landing Zone 4 ข้าง ๆ ฐานปล่อย SLC-4E ใน Vandanberg Space Force Base ณ ฝั่งตะวันตกในแคลิฟอร์เนีย

อย่างไรก็ตามพื้นที่ดังกล่าวเป็นการเช่าจากกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงที่ต้องส่งคืนพื้นที่เมื่อหมดสัญญาในปี 2025 เพื่อเปิดทางให้บริษัทอวกาศหน้าใหม่อย่าง Phantom Space และ Vaya Space ได้เข้ามาใช้งานบ้าง โดย LZ-1 ปิดฉากภารกิจสุดท้ายใน Crew-11 เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 และ LZ-2 ตามมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันในภารกิจ NROL-77 ซึ่งเป็นการลงจอดที่ 16 ซึ่งเราได้รายงานไปในบทความ ประวัติศาสตร์ Landing Zone 1 ฐานการลงจอด Falcon 9 สถานที่เปลี่ยนโลกวงการอวกาศ ส่งผลให้ SpaceX ต้องเร่งสร้าง LZ-40 ขึ้นมาทดแทน
การสูญเสียพื้นที่ LZ-1 และ LZ-2 ไปนั้นกลายเป็นโอกาสสำคัญในการแก้ปัญหา Logistics หรือระบบขนส่งที่เรื้อรังมานาน เพราะในอดีตเมื่อจรวดลงจอดที่ฐานเดิม ทีมงานต้องใช้รถลากบรรทุกบูสเตอร์ข้ามเขตแดนระหว่างฐานทัพอวกาศ Cape Canaveral และศูนย์อวกาศ Kennedy เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ซึ่งต้องมีการปิดถนนและประสานงานด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อนและกินเวลานาน แต่การสร้าง LZ-40 ไว้ภายในรั้วของ SLC-40 เลยนั้น ช่วยตัดขั้นตอนการขนส่งที่ซ้ำซ้อนออกไปได้เกือบทั้งหมด เมื่อจรวดลงจอดและทำการ Safing หรือทำให้ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว มันสามารถถูกลากเข้าสู่ Horizontal Integration Facility หรือโรงประกอบจรวดแนวนอนที่อยู่ติดกันได้ทันที สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ SpaceX บรรลุเป้าหมายการปล่อยจรวดให้ได้มากกว่า 120 เที่ยวบินต่อปีจากฐานปล่อย SLC-40 เพียงแห่งเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการมี LZ-40 จะทำให้การหมุนเวียนจรวดสำหรับภารกิจทั่วไปอย่าง Starlink ทำได้รวดเร็วขึ้น แต่โรงเก็บในตำนานอย่าง Hangar X ณ Kennedy Space Center ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์ซ่อมบำรุงจรวด Falcon 9 ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหรือต้องการการตรวจสอบพิเศษยังคงต้องเดินทางย้อนกลับไป Refurbish ที่นั่นอยู่ดี แม้เส้นทางจะยาวกว่าประมาณ 8 ถึง 10 กิโลเมตร แต่ก็เป็นเส้นทางที่ถูกปรับปรุงให้สะดวกกว่าการอ้อมมาจาก LZ-1 เดิมมาก เราจึงได้เห็นโมเดลการทำงานแบบผสมกันระหว่างการตรวจเช็คเบื้องต้นที่ฐานปล่อยเพื่อทำ Cadence หรือความถี่ในการปล่อยให้ได้ตามเป้า และส่งกลับไป Refurbish ที่ Hangar X เมื่อถึงรอบเวลาที่กำหนด

แผนการย้ายภารกิจ Dragon ทั้งหมดมาไว้ที่ SLC-40 และการเปิดใช้ LZ-40 ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่จงใจปล่อยให้ฐานปล่อยประวัติศาสตร์อย่าง LC-39A ว่างลง เพื่อให้ SpaceX สามารถปรับปรุงฐานแห่งนี้ให้รองรับภารกิจที่ซับซ้อนและมีความสำคัญหรือมี Launch Profile ที่สูง ทั้งการขยายโครงสร้างรองรับ Falcon Heavy และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างหอคอยปล่อยยาน Starship ที่ทำหน้าที่ทั้งปล่อยตัวจรวดขึ้นและลงจอดด้วยการคีบจรวด พร้อมระบบพื้นฐานที่ซับซ้อนอย่างโครงสร้างก๊าซมีเทนเหลว ซึ่งในอนาคต LC-39A จะมี Landing Zone เป็นของตัวเองเพื่อรองรับการลงจอดของจรวดสองลำพร้อมกันของ Falcon Heavy โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังมีอัพเดทล่าสุด SpaceX กำลังดำเนินการทำ Environmental Impact Statement หรือรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพื่อขอเข้าใช้พื้นที่ฐานปล่อย SLC-37 ซึ่งเป็นบ้านเดิมของจรวด Delta IV Heavy พื้นที่ตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะมันจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของ Starship ที่สามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่รบกวนภารกิจอื่น ๆ ของ NASA การขยับขยายทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า SpaceX ไม่ได้มองแค่การลงจอดจรวดให้สำเร็จ แต่มองไปถึงการสร้าง “ระบบนิเวศการปล่อยจรวด” ที่เบ็ดเสร็จในตัวเอง การลงจอดครั้งแรกที่ LZ-40 จึงเป็นเสมือนการประกาศว่า ยุคสมัยของการเดินทางสู่อวกาศที่รวดเร็วและประหยัดกำลังเข้าสู่ช่วงที่เป็นรูปธรรมขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่การลงจอดของ Falcon 9 ที่สำเร็จครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
อ่านประวัติศาสตร์ฉบับเต็มของฐานปล่อยที่แหลมคะเนอเวอรัลได้ที่ ประวัติศาสตร์ที่ดินของแหลมคะเนอเวอรัล และทำไม NASA ต้องปล่อยจรวดที่นั่น และสามารถตามข่าวจาก SpaceX ล่าสุดได้ใน รวมข่าว SpaceX ล่าสุด
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co