NASA เผยผลการศึกษา Starliner ออกมายอมรับ ผิดพลาดร้ายแรงในหลายจุด

ข่าวจากการแถลงข่าวของ NASA Starliner Propulsion System Anomalies during the Crewed Flight Test Investigation Report ที่ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่าเที่ยวบินพร้อมลูกเรือของ Boeing CST-100 Starliner ในปี 2024 ถูกจัดประเภทเป็น “Type A Mishap” ซึ่งเป็นความผิดพลาดระดับสูงสุด แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่ NASA ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีศักยภาพจะนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงได้

Jared Isaacman ผู้บริหารสูงสุดของ NASA ได้ออกมายอมรับทั้งข้อบกพร่องทางเทคนิค และความล้มเหลวเชิงการตัดสินใจภายในองค์กร พร้อมเปิดเผยรายงานการสอบสวนภายในความยาวกว่า 300 หน้า รายงานดังกล่าวไม่ได้พูดแค่เรื่องฮาร์ดแวร์ แต่ชี้ไปถึงช่องว่างในการรับรองระบบ ความผิดพลาดของผู้นำ และวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของภารกิจสำรวจอวกาศโดยมนุษย์

เพื่อเข้าใจว่าทำไมการประกาศครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ต้องย้อนกลับไปยังโครงสร้างที่ Starliner ถูกสร้างขึ้นมา ภายใต้โครงการ NASA Commercial Crew Program ซึ่งออกแบบมาเพื่อยุติการพึ่งพาต่างชาติหลังยุคกระสวยอวกาศ และสร้างความสามารถส่งมนุษย์สู่วงโคจรด้วยเอกชนอเมริกัน โดย NASA เลือกสองผู้ให้บริการ คือ Boeing และ SpaceX เพื่อสร้าง Redundancy เชิงยุทธศาสตร์ แนวคิด Dual-Provider นี้ดูแข็งแรงในเชิงนโยบาย เพราะหากผู้ให้บริการรายหนึ่งสะดุด อีกรายยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้ แต่ในความเป็นจริง ความสมดุลระหว่างสองบริษัทไม่ได้พัฒนาไปพร้อมกัน Crew Dragon ของ SpaceX เข้าสู่ช่วงให้บริการจริงได้ก่อน และกลายเป็นยานอวกาศหลักของการขนส่งลูกเรือ ขณะที่ Starliner ต้องเผชิญกับความล่าช้าและการทดสอบซ้ำหลายครั้งก่อนถึงเที่ยวบินพร้อมลูกเรือในปี 2024

ดังนั้น เมื่อ NASA ประกาศว่าเที่ยวบินดังกล่าวเป็น Type A Mishap มันจึงไม่ได้กระทบแค่ภาพลักษณ์ของ Boeing เท่านั้น แต่กระทบแกนกลางของโมเดล Commercial Crew ทั้งหมด เพราะถ้าเสาหลักหนึ่งข้างสั่นคลอน คำถามย่อมไม่ใช่แค่ว่ายานจะซ่อมอย่างไร แต่คือระบบที่ออกแบบมาให้มี “สองผู้ให้บริการ” นั้น แข็งแรงพอจริงหรือไม่

ปัญหาเรื้อรังที่เป็นสัญญาณมาอย่างยาวนาน

ถ้าเราจะเข้าใจว่าทำไมรายงานล่าสุดของ NASA ถึงใช้คำแรงอย่าง “Cultural Breakdown” เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปก่อนปี 2024 ก่อนคำว่า Type A Mishap จะถูกพูดถึง ย้อนกลับไปเดือนพฤษภาคม 2022 ในเที่ยวบิน Orbital Flight Test-2 หรือ OFT-2 ของ Boeing CST-100 Starliner เที่ยวบินนี้ไม่มีลูกเรือ และถูกออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ว่ายานพร้อมสำหรับภารกิจมนุษย์ หลังจาก OFT-1 ในปี 2019 ประสบปัญหาซอฟต์แวร์ร้ายแรงจนไม่สามารถไปถึงสถานีอวกาศได้

OFT-2 ถูกประกาศว่า “ประสบความสำเร็จ” ยานสามารถไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติและกลับสู่โลกได้ แต่ในรายละเอียด มี Thruster บางตัวใน Service Module ล้มเหลวระหว่างภารกิจ หลายตัวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ คำถามคือ เรานิยามคำว่า “สำเร็จ” อย่างไรใน Test Flight ที่ออกแบบมาเพื่อเปิดทางสู่ภารกิจแบบมีลูกเรือ

ในโลกวิศวกรรม “การทดสอบมีไว้เพื่อหาความผิดปกติ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าทุกอย่างดี” แต่สิ่งที่รายงานล่าสุดชี้ให้เห็นคือ การสอบสวนในตอนนั้นอาจหยุดเพียงแค่ Proximate Cause คือสาเหตุใกล้ตัว เช่น การอุดตัน ความร้อน หรือพฤติกรรมเฉพาะจุดของระบบขับดัน โดยไม่ได้ไล่ลงไปถึง Root Cause เชิงระบบ ว่าทำไมความผิดปกตินั้นจึงเกิดขึ้น และมีโอกาสเกิดซ้ำหรือไม่ นี่คือจุดที่คำว่า “Normalize Anomaly” เริ่มมีน้ำหนัก เพราะเมื่อ Anomaly ไม่ได้นำไปสู่ความล้มเหลวของภารกิจ มันจึงค่อย ๆ ถูกมองว่าอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้

Butch Wilmore และ Suni Williams สองลูกเรือในภารกิจทดสอบยาน Starliner ที่มา – NASA

สองปีต่อมา สิ่งที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ในเดือนมิถุนายน 2024 Starliner กลับมาบินอีกครั้ง คราวนี้พร้อมลูกเรือจริง Butch Wilmore และ Suni Williams เป้าหมายคือ Crew Flight Test ซึ่งควรจะเป็นก้าวสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงให้บริการจริงภายใต้สัญญา NASA Commercial Crew การปล่อยจรวดเป็นไปตามแผน ยานขึ้นสู่วงโคจรได้ แต่ระหว่างเดินทางไปยังสถานีอวกาศ เริ่มมีรายงาน helium leak ในระบบขับดัน และตามมาด้วย thruster บางตัวทำงานผิดปกติเป็นช่วง ๆ

ในเชิงเทคนิค ปัญหาเหล่านี้ยังไม่ถึงขั้น Catastrophic แต่เมื่อสะสมเข้าด้วยกัน มันเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถของระบบในการควบคุมการ Docking กับสถานีอวกาศนานาชาติ สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงแรก ทั้ง NASA และ Boeing ยังสื่อสารต่อสาธารณะในเชิงบวก โดยยืนยันว่าตัวเลือกหลักยังคงเป็นการนำลูกเรือกลับด้วย Starliner เอง ตรงนี้เองที่ชวนให้เรามองว่า ถ้าในปี 2022 เราเห็น Thruster Failure แล้ว และในปี 2024 ระบบขับดันเริ่มแสดงอาการอีกครั้ง เหตุใดกรอบความคิดขององค์กรจึงยังเชื่อมั่นว่าระบบสามารถพาลูกเรือกลับได้อย่างปลอดภัย ทั้งที่มีตัวเลือกสำรองอย่าง Crew Dragon ที่พร้อมใช้งานอยู่แล้ว หากมองจากภายนอก นี่อาจดูเหมือนปัญหาทางเทคนิคสะสม แต่หากมองเชิงระบบ มันเริ่มสะท้อน pattern เดียวกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของการบินอวกาศที่เราเคยเรียนรู้มาแล้ว

จังหวะสำคัญที่ Boeing และ NASA ยังดันการทดสอบต่อไป

ถ้าเราอ่านข่าวตลอดหลายสัปดาห์ในช่วงปัญหายาน Starliner เราอาจเห็นเพียงคำว่า “Propulsion Anomalies” หรือ “Intermittent Thruster Failures” แต่หากลงรายละเอียดถึงคำพูดและการตัดสินใจจริง ๆ หน้างาน เราจะพบว่ามันฉิบหายกว่านั้นมาก และหลาย ๆ อย่างค่อนข้างเป็นกระบวนการคิดที่อันตราย โดยในเอกสารที่ NASA เผิดเผยออกมาได้มีการพูดถึงช่วงการตัดสินใจสำคัญ

ระหว่างการเข้า Docking กับสถานีอวกาศนานาชาติ ตัวยานเริ่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมแบบ 6 Degrees of Freedom หรือ 6DOF ซึ่งหมายถึงการควบคุมการหมุนและการเคลื่อนที่ในสามแกนอย่างอิสระ Thruster ด้านท้ายหลายตัวหยุดทำงาน ทำให้ความสามารถในการควบคุมยานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในอวกาศ การเข้าใกล้สถานีอวกาศนานาชาติไม่ใช่การเคลื่อนที่ในเส้นตรงแบบบนโลก แต่เป็นการเต้นรำตามกฎของ Orbital Mechanics ถ้ายานอยู่ต่ำกว่าสถานี มันจะเคลื่อนที่เร็วกว่า และมีแนวโน้มไถลผ่านหรือหลุดออกไปหรือถ้าควบคุมไม่ดีอาจพุ่งชนสถานีอวกาศนานาชาติได้ ทุกวินาทีทุกจุดที่มันอยู่จึงจำเป็นต้องมีการคำนวณอย่างแม่นยำ

ยาน Starliner อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินานหลายเดือนหลังจากถูกส่งขึ้นไปและพบปัญหา ที่มา – NASA

Butch Wilmore เล่าว่าเขาต้องประเมินในหัวทันทีว่า ถ้ายกเลิกการ Docking จะยังมี Thruster ที่ใช้งานได้เพียงพอสำหรับ Deorbit burn หรือไม่ ถ้าสูญเสีย Thruster เพิ่มอีกตัวหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าการสื่อสารหลุดจะทำอย่างไร นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ Manual บอกคำตอบชัดเจน เพราะ Manual ถูกเขียนจากสมมติฐานว่าระบบทำงานอยู่ใน Envelope ที่คาดการณ์ได้ แต่ในตอนนั้น Envelope เริ่มบิดเบี้ยว และต้องอาศัยการตัดสินใจเฉพาะหน้า ซึ่งแน่นอนว่า หลังจากรู้รายละเอียดเหล่านี้แล้ว ทำไม NASA แม่งยังพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำลูกเรือกลับด้วย Starliner ในช่วงหลายสัปดาห์ถัดมา ทั้งที่ทางเลือกอย่าง Crew Dragon มีอยู่และได้รับการพิสูจน์แล้วในภารกิจก่อนหน้า สิ่งนี้ทำลายหลัก Dual-Provider ซึ่งควรจะเป็นแก่นที่สำคัญ และเป็นการทำลายมันเพื่อดันทุรังดัน Starliner และจะรู้ว่าต่อให้ดันไปได้ มันก็จะไม่เวิร์คอยู่ดี เพราะเราจะมี Dual-Provider จริง แต่อีก Provider มันจะใช้ไม่ได้อยู่ดี

ดังนั้นแก่นของเรื่องนี้คือการมี Redundancy ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงลดลงโดยอัตโนมัติ หาก Culture ขององค์กรเริ่มประนีประนอมกับ Anomaly เล็ก ๆ เพื่อรักษาภาพรวมของโปรแกรม

สุดท้าย NASA ตัดสินใจในปลายเดือนสิงหาคม 2024 ว่าจะไม่นำลูกเรือกลับด้วย Starliner และให้ทั้งสองกลับมากับภารกิจ Crew-9 แทน Starliner กลับโลกแบบไร้ลูกเรือ ลงจอดที่ White Sands

แต่ช่วงเวลาที่ Butch Wilmore ต้องเลือกระหว่างการเข้าใกล้สถานีกับการถอยกลับ คือจุดที่ทำให้เราเห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดเชิงเทคนิคที่ควบคุมได้ หากเป็นการทดสอบขีดจำกัดของการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน รายงานสอบสวนที่ออกมาในภายหลังชี้ว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของ Human Spaceflight ของ NASA แม้ภารกิจจะ “ลงเอยด้วยดี” แต่ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้นคือเหตุผลที่ทำให้มันถูกจัดเป็น Type A Mishap คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงไม่ใช่แค่ว่า Thruster พังเพราะอะไร แต่คือเหตุใดระบบทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ การรับรอง ไปจนถึงการตัดสินใจภายหลัง จึงปล่อยให้สถานการณ์เดินมาถึงจุดที่นักบินต้องตั้งคำถามว่า “เราจะกลับบ้านได้หรือไม่”

นี่คือความผิดพลาดระดับวัฒนธรรมองค์กรอีกครั้ง

หลังจากภารกิจสิ้นสุด และลูกเรือกลับโลกอย่างปลอดภัยด้วย Crew Dragon ของ SpaceX สิ่งที่หลายคนคาดหวังคือการแก้ไขเชิงเทคนิค อาจเป็น Redesign ของระบบขับดัน การเปลี่ยนวาล์ว หรือการทดสอบเพิ่มเติมที่ White Sands แต่สิ่งที่ออกมาจาก NASA กลับลึกกว่านั้นมาก โดย NASA เปิดเผยรายงานจาก Program Investigation Team ความยาว 311 หน้า สิ่งที่รายงานระบุไม่ได้หยุดอยู่ที่ Hardware Failure แต่มันไล่เรียงไปถึง Qualification Gaps ช่องว่างในกระบวนการรับรองระบบ Leadership Missteps ความผิดพลาดในการตัดสินใจวัฒนธรรมการตัดสินใจในองค์กร ซึ่ง NASA พูดว่าเป็นระดับ Cultural Breakdown เลยทีเดียว

Starliner ได้เดินทางกลับโลกในช่วงปลายปี 2024 โดยไม่มีลูกเรือเดินทางกลับมาด้วย ที่มา – NASA

คำว่า Cultural Breakdown ไม่ใช่คำที่ NASA ใช้บ่อย ๆ มันสะท้อนว่าปัญหาครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่ง แต่จาก Pattern ของการตัดสินใจที่สะสมมาเป็นเวลานาน รายงานชี้ว่าบางการสอบสวนในอดีตหยุดอยู่แค่ Proximate Cause คือสาเหตุใกล้ตัว เช่น การอุดตันของวาล์ว หรือการตอบสนองของ Thruster โดยไม่ได้กดดันไปถึง Root Cause เชิงระบบว่าทำไมความผิดปกตินั้นจึงเกิดขึ้นซ้ำได้

Jard Isaacman บอกว่า “ความล้มเหลวที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ แต่คือการตัดสินใจและภาวะผู้นำ” และยอมรับว่าเป้าหมายเชิงโปรแกรมในการรักษาผู้ให้บริการสองรายภายใต้ Commercial Crew Program มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางวิศวกรรมและการปฏิบัติการ มันคือการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ระบบกำกับดูแลของ NASA เองมีส่วนต้องรับผิดชอบ และจำเป็นต้องมี “Leadership Accountability” แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากรหรือโครงสร้างจะเป็นอย่างไร

แล้วอนาคตของ Starliner จะเอายังไงต่อ

ตามแผนปัจจุบัน เที่ยวบินถัดไปของ Starliner จะเป็น Uncrewed Test อีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาภารกิจพร้อมลูกเรือ แต่ Timeline ที่เคยพูดถึงปี 2026 ถูกทำให้ตารางอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว คำพูดของผู้บริหาร NASA ชัดเจนว่า “จะบินเมื่อพร้อมเท่านั้น” ฟังดูเป็นประโยคพื้นฐาน แต่ในบริบทนี้มันคือการบอกว่าตารางเวลาไม่ควรมีอำนาจเหนือข้อมูลความเสี่ยงอีก

ในความเป็นจริง Ecosystem ตอนนี้ไม่สมดุล Crew Dragon ของ SpaceX กลายเป็น Backbone ของการขนส่งลูกเรือสหรัฐฯ ไปแล้ว ขณะที่ Boeing ต้องพิสูจน์ใหม่ว่า Starliner ไม่ได้เป็นเพียงระบบที่ “บินได้” แต่เป็นระบบที่ผ่านการขุด Root Cause จนสุดจริง ๆ คำถามเชิงยุทธศาสตร์คือ หาก Starliner ต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการฟื้นความเชื่อมั่น โมเดล Dual-Provider จะยังมีน้ำหนักเท่าเดิมหรือไม่ หรือท้ายที่สุด Redundancy จะกลายเป็น Redundancy บนกระดาษมากกว่าความจริงเชิงปฏิบัติ

อีกมิติที่น่าสนใจคือNASA ยอมรับว่าปัญหาไม่ใช่แค่ Hardware แต่คือ Decision-Making และ Leadership Accountability นั่นหมายความว่า Corrective Action ต้องลึกกว่าการเปลี่ยนวาล์วหรือปรับซอฟต์แวร์ มันต้องเปลี่ยนวิธีที่องค์กรตั้งคำถามกับข้อมูล เปลี่ยน Threshold ของคำว่า “Acceptable Risk” ไปเลย นี่คือจุดที่เรื่อง Starliner เป็นบทเรียนให้ NASA เจอปัญหาที่ใหญ่กว่าตัว Starliner เอง เพราะอนาคตของ Human Spaceflight สหรัฐฯ ไม่ได้มีแค่ Commercial Crew ยังมี Artemis, Gateway และโครงการที่ซับซ้อนกว่านี้หลายเท่า ถ้า Oversight Model ยังมีช่องโหว่เดียวกัน ความเสี่ยงก็อาจถูกขยายไปในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิม

บางที Type A Mishap ครั้งนี้อาจเป็นความล้มเหลวที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ความล้มเหลวที่ใหญ่กว่านั้นเกิดขึ้นในอนาคต (อีกครั้ง) ของ NASA ก็ได้

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.