Elon Musk เปิดตัว TERAFAB ดันการผลิตชิปเพื่อใช้งานบนโลกและวงโคจร และเปิดตัวแนวคิด AI Sat

ในวันที่ 22 มีนาคม 2026 ณ อาคาร Seaholm Power Plant ในเท็กซัส Elon Musk ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว TERAFAB Launch ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง SpaceX, xAI (ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้ SpaceX) และ Tesla ในการสร้าง Ecosystem ที่จะผลิตชิปใช้เอง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ AI และเป็นรากฐานให้กับกิจกรรมของแต่ละบริษัท ตั้งแต่วงการรถยนต์ หุ่นยนต์ ไปจนถึงการสำรวจอวกาศ

ช่วงหลัง ๆ นี้เราได้เห็น Elon Musk พูดถึงการผลักดันมนุษยชาติโดยอาศัยแนวคิดแบบ Kardashev Scale มากขึ้น โดยเฉพาะที่เขาแสดงความเห็นในเวที World Economic Forum โดย Kardashev Scale คือการจัดระดับความก้าวหน้าของอารยธรรมตามความสามารถในการใช้พลังงาน ซึ่งปัจจุบันมนุษย์ยังอยู่ต่ำกว่า Type I คือยังคงพึ่งพาพลังงานบนโลก ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือพลังงานหมุนเวียน แต่เป้าหมายในระยะยาวคือการก้าวไปสู่ Type II ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงและใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ในระดับมหาศาลในฐานะ “แหล่งพลังงานหลักของอารยธรรม” ไม่ใช่เพียงแค่แหล่งแสงและความร้อน แนวคิดนี้ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่โครงสร้างสมมติอย่าง Dyson Sphere ไปจนถึงการตั้งถิ่นฐานในอวกาศเพื่อเข้าถึงพลังงานโดยตรง

อีกหนึ่งแนวคิดที่เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลัง คือการย้าย “การประมวลผล” ขึ้นสู่อวกาศ โดย Elon Musk มองว่าการนำ AI และ Data Center ขึ้นไปอยู่ในวงโคจร จะช่วยปลดข้อจำกัดของโลกทั้งในด้านพลังงาน พื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับโครงข่าย Starlink ที่อาจถูกใช้เป็น Backbone ของระบบ และดาวเทียมประมวลผล AI หรือ “AI Sat” ซึ่งในรุ่นเริ่มต้นมีการพูดถึงระดับพลังงานมากกว่า 100 Kilowatt ต่อดวง และอาจขยายไปถึงระดับ Megawatt ในอนาคต เมื่อเราดูจากจากศักยภาพของ SpaceX ในการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ครั้งละจำนวนมาก สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย

ภาพแสดง AI Sat Mini ที่จะถูกปล่อยด้วย Starship เพื่อนำพลังการประมวลผลจำนวนมากสู่วงโคจร ที่มา – SpaceX

ในงานแถลงข่าว Musk ระบุว่า การจะผลักดันมนุษยชาติไปสู่ Type II ได้นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่คือ “ความสามารถในการผลิต” โดยเฉพาะการผลิตชิป ซึ่งเป็นหัวใจของ AI และระบบอัตโนมัติทั้งหมด และนี่คือจุดที่ TERAFAB เข้ามามีบทบาทในฐานะ “โรงงานที่สร้างโรงงาน” หรือระบบการผลิตที่ถูกออกแบบให้สามารถ Scale ได้แบบก้าวกระโดด

TERAFAB กับการผลิตชิปป้อนเข้าสู่ Ecosystem ของ SpaceX และ Tesla

ภายใต้ TERAFAB จะมีการพัฒนาชิปออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือชิปสำหรับการใช้งานภาคพื้นโลก เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ Optimus ซึ่งจะเน้นการประมวลผลแบบ Edge Computing คือทำงานหน้างานได้รวดเร็ว ใช้พลังงานต่ำ และตอบสนองแบบ Real-Time โดย Musk เรียกชิปรุ่นนี้ว่า AI5 และ AI6 ซึ่งจะเป็นแกนหลักของ Ecosystem ฝั่ง Tesla และ Robotics

แนวคิดของชิปที่ TERAFAB จะพัฒนาตั้งแต่ใช้ในหุ่นยนต์ รถไฟฟ้า ไปจนถึงชิปที่กินพลังงานสูงสำหรับใช้งานในอวกาศ ที่มา – SpaceX

อีกกลุ่มหนึ่งคือชิปที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในอวกาศโดยเฉพาะ ซึ่งมีข้อจำกัดทางวิศวกรรมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านการจัดการความร้อนและพลังงาน Elon Musk ระบุว่าชิปรุ่นนี้จะถูกออกแบบให้สามารถทำงานที่อุณหภูมิสูงขึ้นเพื่อลดขนาดและมวลของระบบระบายความร้อน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของยานอวกาศ โดยชิปรุ่นนี้ถูกเรียกว่า D3 และถูกวางให้เป็นหัวใจของระบบประมวลผลในวงโคจร

Elon Musk ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากระบบนี้สามารถพัฒนาได้ตามเป้าหมาย โลกอาจมีพลังการประมวลผลระดับ Terawatt ทั้งบนพื้นโลกและในอวกาศ โดยเฉพาะในวงโคจรที่สามารถขยายได้มากกว่าเนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านพลังงานแบบเดียวกับบนโลก

TERAFAB จะพาโลกไปสู่พลังการประมวลผลที่เราไม่เคยมีมาก่อน – SpaceX

อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดของ TERAFAB จะดูเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยง AI, อุตสาหกรรมการผลิต และอวกาศเข้าด้วยกัน แต่ก็ยังมีคำถามสำคัญตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Supply Chain สำหรับการผลิตชิปในระดับมหาศาล ความคุ้มค่าในการนำระบบประมวลผลขึ้นสู่อวกาศ รวมถึงความเสถียรของระบบที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนในลักษณะนี้

สุดท้ายแล้ว TERAFAB อาจไม่ใช่แค่โครงการโรงงานผลิตชิป แต่เป็นความพยายามในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอารยธรรมยุคใหม่ ที่ “การประมวลผล” กลายเป็นทรัพยากรหลักไม่ต่างจากพลังงานในอดีต

ภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นจะมีหน้าตาเป็นอย่าไร

หากมองแบบเร็ว ๆ นั้นเราจะเห็นภาพ Starship ถูกใช้เป็นระบบขนส่งสำคัญของการยกเอาโครงสร้างทั้งหมดขึ้นสู่วงโคจร สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเสกลเดียวกับ Starlink คือการส่ง AI Sat ที่มีทั้ง Solar Array ขนาดใหญ่และแผง Radiator Panel สำหรับระบายความร้อน ทำหน้าที่เป็น Node ประมวลผลในอวกาศ โดย Starship สามารถส่งขึ้นไปได้ครั้งละจำนวนมากและเมื่อรวมกับ network อย่าง Starlink ก็จะกลายเป็นโครงข่ายที่ไม่ได้แค่ส่งอินเทอร์เน็ต แต่เป็นระบบการประมวลผลที่ลอยอยู่รอบโลก

ในขณะเดียวกัน ฝั่งภาคพื้นโลก Optimus จะกลายเป็นแรงงานหลักใน TERAFAB และโรงงานอื่น ๆ ของ Tesla โดยไม่ได้ทำแค่งานหยิบจับธรรมดา แต่เข้าไปอยู่ในทุกขั้นของ Production Line ตั้งแต่ประกอบชิป ขนย้ายวัสดุ ไปจนถึงดูแลระบบเครื่องจักร ซึ่งถูกควบคุมและ Optimize ด้วย AI ที่รันอยู่ทั้งใน Data Center บนโลกและ Node ในอวกาศ ทำให้โรงงานสามารถ Scale การผลิตได้แบบแทบจะต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงโดยไม่ติดข้อจำกัดด้านแรงงานมนุษย์ สุดท้ายแล้วภาพที่เริ่มเห็นคือ SpaceX ทำหน้าที่ “ขยาย Infrastructure ขึ้นสู่อวกาศ” ขณะที่ Tesla และระบบหุ่นยนต์ทำหน้าที่ “เร่งการผลิตบนโลก” และทั้งสองฝั่งถูกเชื่อมเข้าหากันด้วย AI และชิปที่ผลิตจาก TERAFAB กลายเป็นวงจรที่ยิ่งผลิต ยิ่งเก่งขึ้น และยิ่งเก่ง ก็ยิ่งผลิตได้เร็วขึ้นแบบทวีคูณ ตอกย้ำแนวคิดโรงงานที่สร้างโรงงานที่ Elon Musk เชื่อถืออย่างมากเลยทีเดียว

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.