งงทั้งทีมวิจัย การทดลอง Thailand Liquid Crystal in Space ไม่ได้กลับโลกกับ CRS-33 แต่ถูกลืมไว้บนสถานี

เกิดเหตุการณ์ชวนตั้งคำถามในวงการอวกาศไทย เมื่อทีมวิจัยโครงการ Thailand Liquid Crystal in Space เปิดเผยกับทีมงานสเปซทีเอชว่า ชุดการทดลองของไทยซึ่งเป็น Active Payload ชิ้นแรกบนสถานีอวกาศนานาชาติ ไม่ได้ถูกส่งกลับมายังโลกตามแผนในภารกิจ SpaceX Cargo Dragon CRS-33 เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา โดยหลังจากทีมงานภาคพื้นเปิดกล่องที่ควรบรรจุ Payload กลับพบว่า “กล่องว่างเปล่า” และจากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าตัวการทดลองยังคงอยู่บนสถานีอวกาศฯ ในโมดูล Destiny ฝั่งสหรัฐฯ

ในงานการประชุมเครือข่ายความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการสำรวจอวกาศ ที่จัด ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ หัวหน้าทีมวิจัย ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม ได้เล่าให้ทีมงานสเปซทีเอชฟังถึงเหตุการณ์ที่งงไปพร้อม ๆ กัน ระบุว่า Payload ดังกล่าวมีขนาดใกล้เคียงเคสคอมพิวเตอร์ และมีมวลมากกว่า 15 กิโลกรัม ถูกดำเนินการทดลองบนสถานีฯ โดยนักบินอวกาศ Michael Fincke ตลอดช่วงเดือนธันวาคม 2025 และตามแผนเดิม หลังเสร็จสิ้นภารกิจ Fincke จะเป็นผู้รับผิดชอบในการบรรจุการทดลองลงยาน Dragon เพื่อนำกลับสู่โลก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามแผน เมื่อ Fincke เกิดอาการป่วยและต้องถูกส่งตัวกลับโลกก่อนกำหนด พร้อมกับลูกเรือ Crew-11 ในเดือนมกราคม 2026 ส่งผลให้ภาระงานจำนวนมากตกอยู่กับนักบินอวกาศ NASA ที่เหลืออยู่บนสถานีฯ เพียงคนเดียวในช่วงเวลานั้นคือ Christ Williams

ในช่วงรอยต่อก่อนที่ลูกเรือชุดใหม่ Crew-12 จะเดินทางขึ้นไปในเดือนกุมภาพันธ์ Williams ต้องรับหน้าที่ดูแลและจัดการการทดลองจำนวนมากบนสถานี รวมถึงการแพ็ค Payload เพื่อส่งกลับโลก ซึ่งทีมวิจัยเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การทดลองของไทยไม่ได้ถูกบรรจุลงในเที่ยวบิน CRS-33 ตามแผน

ยาน Cargo Dragon ของภารกิจ CRS-34 ถอนตัวออจากสถานีอวกาศนานาชาติ นำการทดลองต่าง ๆ กลับสู่พื้นโลก ที่มา – NASA

แม้เหตุการณ์ “ลืมของ” บนสถานีอวกาศนานาชาติจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่กรณีนี้ถือว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ Payload ขนาดใหญ่และมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ในฐานะการทดลองแรกของไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการโลจิสติกส์ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดสูง ทั้งในด้านพื้นที่ เวลา และทรัพยากรมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยยืนยันว่า Voyager Technologies ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้าน Payload จะร่วมมือกับ NASA ในการนำการทดลองดังกล่าวกลับสู่โลกในเที่ยวบินถัดไป โดยตามกำหนดการปัจจุบัน ภารกิจ CRS-34 มีกำหนดปล่อยในเดือนพฤษภาคม 2026 และจะเดินทางกลับโลกในช่วงปลายปี หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นอาจหมายความว่า Thailand Liquid Crystal in Space จะยังคงอยู่บนสถานีอวกาศฯ ต่อไปอีกหลายเดือน

ในอีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการที่ Payload จากประเทศไทยสองชุดจะอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติพร้อมกัน ได้แก่ Thailand Liquid Crystal in Space และ TIGERS-X ซึ่งมีกำหนดเดินทางขึ้นไปกับ CRS-34

แม้เหตุการณ์นี้จะฟังดูเหมือนความผิดพลาดเชิงปฏิบัติการทั่วไป แต่ในเชิงระบบแล้ว การจัดการ Payload บนสถานีอวกาศนานาชาติ อยู่ภายใต้กระบวนการควบคุมที่เข้มงวดจาก NASA Payload Operations Center ทุกชิ้นส่วนต้องถูกติดตาม ตรวจสอบ และจัดสรรน้ำหนักอย่างแม่นยำ ความคลาดเคลื่อนในลักษณะนี้จึงเป็นประเด็นที่อาจนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก ทั้งในแง่ของ Workflow การปฏิบัติงาน และความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสถานี

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง “ลืมของ” ธรรมดา แต่เป็นการเตือนที่ชัดเจนว่า แม้แต่ระบบที่ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมที่สุดในโลก เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนระดับ Low Earth Orbit ก็ยังมีพื้นที่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ และบางครั้ง ความผิดพลาดนั้นก็เกิดขึ้นกับสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดพอดี

เจาะลึก Thailand Liquid Crystal in Space ทำการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co

Technologist, Journalist, Designer, Developer, I believe in anti-disciplinary. Proud to a small footprint in the universe. For Carl Sagan.