มันอาจจะขัดความรู้สึกกันไปบ้าง เมื่อเรากำลังบอกว่า “ไม้” เป็นวัสดุทางเลือกในการสร้างดาวเทียมที่ “รักษ์โลก” มากขึ้น เพราะตามความรู้สึกทั่วไป ไม้ดูเป็นวัสดุที่ไม่ทนทาน มักมาพร้อมกับอาการขาประจำ ทั้งบวม ปริ แตก หรือบิดงอ (หรือแม้กระทั่งปลวกขึ้น) ซึ่งแตกต่างจากวัสดุอย่างอะลูมิเนียม ไทเทเนียม หรือคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำหนักเบาและแข็งแรงทนทาน
แต่ทำไมเราถึงบอกว่าไม้จะช่วยให้ดาวเทียมรักษ์โลกมากขึ้น? และการรักษ์โลกที่ว่านี้ หมายความว่าอย่างไร? หรือนี่คืออนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมไม้?

กระแส Low Earth Orbit กำลังทำลายโลก
ปัญหาทั้งหมดมันเริ่มจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนดาวเทียม Low Earth Orbit ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน เอาแค่ Starlink อย่างเดียวก็ถูกส่งขึ้นไปมากกว่าหนึ่งหมื่นดวงแล้ว ยังไม่รวมดาวเทียม CubeSat อื่นที่มีส่งขึ้นไปทุกวัน แถม Elon Musk ของเรายังบอกว่าอนาคตจะส่งให้ถึงหนึ่งล้านดวง ซึ่งสำหรับดาวเทียมที่อยู่ใน Low Earth Orbit อย่าง Starlink หรือ CubeSat เมื่อมันหมดอายุขัยลงวิธีการกำจัดนั้นมีอยู่เพียงวิธีการเดียวคือการตกกลับสู่โลก ปล่อยให้มันเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมที่หมดอายุขัยก็จะไม่กลายเป็นขยะอวกาศ วงโคจรของเราก็จะสะอาด ปัญหาขยะอวกาศก็จะหมดไป แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่าการที่เราปล่อยให้ขยะอวกาศของเราเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศนั้นกลับไม่ดีกับชั้นบรรยากาศของโลกเลย เพราะว่าตัวดาวเทียมใน Low Earth Orbit ส่วนใหญ่มีโครงสร้างหลักเป็นอะลูมิเนียม เมื่อเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโครงสร้างอะลูมิเนียมจะถูกเผาไหม้และหลงเหลือผงอะลูมิเนียมออกไซด์ (Al2O3) ลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งผงที่หลงเหลือเหล่านี้สามารถลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศระดับสูงได้นานเป็นเวลาหลายปีและจากการศึกษาก็พบอีกว่าอะลูมิเนียมออกไซด์ที่หลงเหลือจากดาวเทียมที่ถูกเผาไหม้ก็เป็นตัวการหลักที่ทำลายชั้นโอโซนของโลกเราอีกด้วย
ทีนี้เรามาลองนึกภาพตามว่า Elon Musk ส่ง Starlink ขึ้นวงโคจรครบหนึ่งล้านดวงตามที่เขาบอกจริง จำนวน Starlink ที่หมดอายุขัยและตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลกในแต่ละวันจะมีกี่ดวง ยังไม่รวมกับดาวเทียมดวงอื่น ๆ ที่อยู่ในวงโคจรต่ำอีก ดาวเทียมเหล่านี้ท้ายที่สุดก็จะมีจุดจบเดียวกับดาวเทียมดวงอื่น ๆ ในวงโคจรต่ำเหมือนกัน นั้นก็คือตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลก นี่ทำให้อนาคตโลกของเราต้องเผชิญกับเศษโลหะที่ตกเข้ามาเสียดสีกับชั้นบรรยากาศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนและปริมาณของมันมีแต่เพิ่มขึ้นในทุกวัน ซึ่งหากเราปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยไม่ทำอะไร มันอาจจะกลายเป็นปัญหาที่เลวร้ายพอ ๆ กับสถานการณ์ของสาร CFC ที่สร้างรูโหว่ในชั้นโอโซนเมื่อ 40 ปีก่อน

ดังนั้นหากเรายังคงรักโลกของเราอยู่และยังอยากให้เศรษฐกิจอวกาศเดินต่อไปได้ เราต้องหาวัสดุอื่นมาเป็นทางเลือกสำหรับทำดาวเทียมแทนโลหะ ซึ่งแน่นอนว่าทางเลือกแรกที่ทุกคนจะไปมองกันก็คือคาร์บอนไฟเบอร์ แต่วิศวกรของญี่ปุ่นมองแตกต่างออกไปเพราะพวกเขาเลือกมองไปที่ “ไม้” แทน
ไม้ กลายเป็นวัสดุมหัศจรรย์
คุณเคยได้ยินเรื่องซากเรือไม้ใต้น้ำลึกหลายร้อยปียังอยู่ดีแต่เรือเหล็กโดนย่อยไหม เรื่องนี้คือเรื่องจริงและเหตุผลมันกำปั้นทุบดินมากเลยที่ซากเรือไม้ยังอยู่ดีได้เพราะว่าไม่มีตัวอะไรไปกินมัน กลับกันหากซากเรือจมลงที่น้ำตื้น มันจะสลายหายไปอย่างรวดเร็วเพราะว่ามีสัตว์และสิ่งมีชีวิตมากมายที่พร้อมจะกินไม้ของซากเรือ แม้ภาพจำที่ไม้เป็นวัสดุที่ไม่ทนทานหรือผุพังอยู่เสมอนั้นก็มาจากเหตุสามปัจจัย หนึ่งคือความชื้น สองคือออกซิเจน สามคือมีตัวอะไรมากินมัน แต่หากเราตัดทั้งสามปัจจัยออกไปได้ ไม้จะกลายเป็นหนึ่งในวัสดุก่อสร้างที่ดีที่สุดในโลกและแทบจะไม่มีอะไรทำให้มันพังได้เลย (ยกเว้นไฟไหม้ไว้อย่างหนึ่ง)
หากเราเอาวิธีคิดเดียวกันนี้ไปใช้กับงานอวกาศ เราจะพบว่าไม้คือวัสดุที่เบา ทนทานและราคาถูกมาก เพราะอวกาศไม่มีทั้งความชื้น ออกซิเจน และตัวอะไรที่แทะไม้ สิ่งเดียวที่เป็นอันตรายกับไม้คือรังสี UV ที่จากดวงอาทิตย์ที่เข้มข้นกว่าบนโลก แต่ตามทฤษฎีแล้ว UV ทำร้ายไม้ได้แค่ส่วนผิวของไม้ไม่ได้ลงไปลึกถึงเนื้อในของไม้ ดังนั้นไม้นับว่าเป็นวัสดุที่ทนทาน น้ำหนักเบา และเหมาะสมกับการเอามาใช้งานเป็นโครงสร้างหลักของดาวเทียมกลุ่ม Low Earth Orbit มาก เพราะเมื่อไม้ตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลก มันจะถูกเผาไหม้จนหมดจดและทิ้งแค่คาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นมิตรกับชั้นบรรยากาศมากกว่าอะลูมิเนียมออกไซด์
ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต และ Sumitomo Forestry ได้จับมือกันทำวิจัยการแปรรูปไม้เพื่ออุตสาหกรรมอวกาศ โดยมีเป้าหมายคือการหาไม้ที่เหมาะสมมาเป็นวัสดุโครงสร้างหลักของดาวเทียม และพิสูจน์ด้วยการส่งดาวเทียมที่ทำจากไม้ขึ้นสู่อวกาศเพื่อเป็นการทดสอบขีดความสามารถของดาวเทียมที่ทำมาจากไม้ แต่ก่อนที่เราจะสร้างดาวเทียมที่ทำจากไม้ได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าวัสดุไม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเราเอามันไปไว้นอกอวกาศ
ทดลองเอาไม้ขึ้นอวกาศจริง ๆ
โดยการทดลองนี้ได้เลือกไม้มาทั้งหมด 3 ชนิดคือ Honoki (Magnolia obovata), Yamazakura (Cerasus jamasakura), and Dakekanba (Betula ermanii) ส่งขึ้นไปทำการทดลองเพื่อดูการเปลี่ยนสภาพของเนื้อไม้เมื่อไม้อยู่นอกอวกาศนานถึง 10 เดือน โดยในงานวิจัยได้บอกที่มาของไม้แต่ละชนิดว่า ไม้ Honoki กับ Yamazakura ที่เอามาใช้ในการทดลองหาซื้อจากตลาดทั่วไปก่อนนำมาแปรรูปและเก็บบ่มไว้ที่ Kuroda Kobo workshop เป็นเวลาหลายปี ส่วน Dakekanba ได้มาจากการตัดต้นไม้ในป่าทดลองอูริวของมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ผ่านการอบแห้งด้วยเตา (Kiln-dried) และปรับสภาพมานานกว่า 1 ปีโดยก่อนการส่งได้มีการส่งตัวอย่างไปทดสอบ Outgassing ที่ JAXA Tsukuba Space Center ส่วนชิ้นงานจริงไม้ทั้งสามชนิดจะถูกยึดเข้ากับเฟรมอะลูมิเนียม โดยพวกเขาแบ่งการทดลองออกเป็นสองชุดอีก คือ Exposed ก็คือปล่อยให้ชิ้นงานสัมผัสกับอวกาศและรังสีโดยตรง กับ protected ด้วยเทป Kapton (Polyimide) เพื่อป้องกันไม้จาก Atomic Oxygen หรืออะตอมออกซิเจนโดดเดี่ยวที่พบได้มากในชั้นบรรยากาศระดับสูง ซึ่งอะตอมของออกซิเจนเหล่านี้ไวกับการทำปฏิกิริยาให้เกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนหรือพันธะได้ง่ายมาก
การทดลองนี้ก็เพื่อวัดความแตกต่างระหว่าง เนื้อไม้ที่สัมผัสกับอวกาศจริงกับที่ได้รับการป้องกันจาก Kapton โดย Kapton ที่พันทับนี้สามารถถูกใช้เป็น indicator วัดปริมาณ Atomic Oxygen ที่พุ่งชนท่อนไม้ ตามมาตรฐาน ASTM E 2089 ผ่านการดูการสึกกร่อนของเทป Kapton และก่อนการส่งได้ทำการบรรจุชิ้นงานการทดลองภายในถุงไนโตรเจนบริสุทธิ์เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของชิ้นไม้จากการสัมผัสกับอากาศ

อีกจุดน่าสนใจคือทีมวิจัยนั้นสนใจใน Outgassing มากเพราะว่าทางทีมกังวลว่าเมื่อไม้อยู่อวกาศแล้วมันจะปลดปล่อยก๊าซที่สะสมอยู่ภายในเนื้อไม้และไอน้ำออกมา ก๊าซเหล่านั้นอาจจะไปเกาะกับแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อย่างเลนส์หรือเซนเซอร์ตรวจวัดได้ ทำให้พวกเขาต้องทำการศึกษาเรื่องของ Outgassing ในสภาวะสูญญากาศเป็นอย่างดีด้วย
การทดลองนี้ถูกส่งขึ้นไปกับยาน Cygnus NG-17 ในเที่ยวบินวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2022 และถูกนำไปตั้งอยู่ที่ Kibo Exposed Facility ในตะกร้าที่เรียกว่า Exposed Experiment Bracket Attached on the i-SEEP (ExBAS) ในแพลตฟอร์ม IVA-replaceable Small Exposed Experiment Platform (i-SEEP) โดยถูกวางให้สัมผัสกับอวกาศตั้งแต่ 4 มีนาคม 2022 ถึง 23 ธันวาคม 2022 และกลับสู่โลกด้วยยาน Dragon ในภารกิจ SpX-26 ในวันที่ 11 มกราคม 2023 โดยรวมใช้เวลาอยู่นอกอวกาศนาน 294 วัน หรือ 10 เดือน
อย่างที่บอกไปว่าการทดลองส่งชิ้นไม้ไปสัมผัสกับอวกาศก็เพื่อหาชนิดของไม้ที่เหมาะสมกับการเป็นนำไปเป็นวัสดุโครงสร้างหลักของดาวเทียมทดสอบตัวแรกที่จะใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลักที่มีชื่อว่า LignoSat โดยสิ่งที่พวกเขาเป็นกังวลมากที่สุดคือการที่ชิ้นไม้แตกตามแนวร่องไม้ เพราะ LignoSat จะใช้วิธีการประกอบแบบ Dovetail joints ที่เราชอบเห็นตามคลิปใน Tiktok ที่เป็นการตอกเชื่อมชิ้นไม้โดยไม่มีการใช้ตะปู แต่อาศัยแรงเสียดทานระหว่างชิ้นไม้แทน ซึ่งหากแตกตามแนวร่องไม้แบบที่อธิบายไปนั้นจะทำให้ชิ้นงานหลุดออกจากกัน ทางทีมวิจัยจึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับลักษณะของโครงสร้างเนื้อไม้มาก โดยเนื้อไม้ที่มีวงปี หรือ Ring-porous ซึ่งเป็นโครงสร้างเนื้อไม้ที่แยกเนื้อกัน (Layered structures) จะเสี่ยงต่อการแตกตามแนวแกนมาก นั้นจึงเป็นเหตุว่าทำไมทางทีมวิจัยจึงเลือกไม้ทั้งสามชนิดนี้เพราะเนื้อไม้ของทั้งสามนั้นเป็นการวางเนื้อไม้แบบ Diffuse-porous ที่มีรูพรุนกระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่มีแนววงปีหรือแบ่งชั้นที่ชัดเจน ทำให้เหมาะกับการรับความเครียดในทุกทิศทางและไม่มีแนวรอยนำความเครียดภายในเนื้อไม้
ซึ่งหลังจากเก็บตัวอย่างกลับมาวิเคราะห์ที่โลก ทีมงานได้ลงความเห็นในเรื่องหนึ่งว่าการทดลองหันหน้าแตกต่างไปจากที่คาดหวังไว้นั้นเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน โดยตอนแรกมีแผนจะติดตั้งให้ตัวชิ้นงานหันหน้าไปทิศที่สถานีเคลื่อนที่ เพื่อให้ชิ้นงานปะทะกับชั้นบรรยากาศโดยตรง แต่เมื่อติดตั้งกลับพบว่าตัว ExBAS ในตำแหน่งที่จะทำการติดตั้งนั้นเสียหายทำให้ต้องย้ายตำแหน่งติดตั้งชิ้นงานไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ตัวชิ้นงานหันหลังให้กับทิศทางการเคลื่อนที่ของสถานี ทำให้ตัวชิ้นงานไม่ได้รับการปะทะจากชั้นบรรยากาศของโลกตามที่ออกแบบไว้ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ได้จากการหันหลังนั้นคือเราพบว่าเนื้อไม้ก่อนกับหลังการทดลองไม่ได้มีการสูญเสียมวลเลย แสดงว่าไม่ได้มีการ Outgassing ที่เป็นสารเคมีหลุดออกมา และจากการศึกษาโดยสเปกโตรมิเตอร์โดยละเอียดพบว่าเนื้อไม้นั้นมีแค่สีที่เปลี่ยนแปลงไปแต่การเปลี่ยนสีนี้ไม่ได้เกิดจากเนื้อไม้มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเคมีแต่เกิดจากการที่มีฟิล์มอะไรสักอย่างไปเคลือบอยู่บนผิวของไม้ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเฟรมอะลูมิเนียมด้วย (เห็นได้จากขอบด้านล่างของรูป after) แสดงว่าคราบฟิล์มนี้เกิดจากสารปนเปื้อนรอบๆ สถานีอวกาศ ที่พบสารที่มีองค์ประกอบของ Si กับ O อยู่นอกสถานีอวกาศ

ซึ่งโดยสรุปแล้วไม้ทั้งสามชิ้นผ่านการทดสอบในอวกาศได้ดีมาก ไม่มีไม้ชิ้นไหนที่เสียหายเลย ไม้ทุกชิ้นไม่มีร่องรอยการแตก หรือสูญหายของเนื้อไม้ หรือแม้แต่ร่องรอยของความเสียหายจาก Atomic Oxygen ก็ไม่มี รังสี UV ที่ภายนอกอวกาศก็ไม่ได้ทำลายโครงสร้างโมเลกุลอะไรของเนื้อไม้ ทำให้จริง ๆ ไม้ทั้งสามประเภทนั้นทนทานต่อการใช้งานเป็นโครงสร้างหลักของดาวเทียม แต่มันจะต้องมีไม้เพียงหนึ่งเดียวที่ได้ไปต่อ นักวิจัยได้ลงความเห็นว่า ไม้ Honoki เป็นไม้ที่เหมาะสมกับการใช้เป็นวัสดุสำหรับเป็นโครงสร้างของดาวเทียม CubeSat ที่พวกเขากำลังจะพัฒนา และได้นำการศึกษานี้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการ Journal of Wood Science เมื่อพฤศจิกายน 2024 ซึ่งในการศึกษานี้ได้มี Takao Doi นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอกยาน (EVA) ทำการศึกษาร่วมด้วย
LignoSat ดาวเทียมจากไม้ดวงแรกของโลก
หากว่ากันตามตรง Honoki เป็นไม้ที่คนญี่ปุ่นใช้งานกันมาอย่างยาวนานแล้ว มันถูกนำมาเป็นฝักดาบคาตานะเพราะไม่ทำให้ใบดาบเป็นรอยและทนทาน ไม่แตก ไม่เปราะ และหากเราวิเคราะห์จากตารางความหนาแน่นต่อปริมาตรของไม้ทั้งสามชนิดแล้ว ไม้ Honoki มีความหนาแน่นที่ต่ำที่สุดที่ 450 kg/m3 หมายความว่าน้ำหนักของแผ่นไม้ที่มีขนาดที่เท่ากันทั้งสามแผ่น ไม้ Honoki จะมีน้ำหนักน้อยที่สุด แต่คุณสมบัติไม่ได้แตกต่างจากอีกสองชนิดเท่าไหร่นัก ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นฟักดาบคาตานะที่คาดอยู่บนเอวของนักรบ
และสำหรับนักวิจัย พวกเขาก็เลือกเหตุผลเดียวกับฝักดาบคาตานะคือน้ำหนักที่เบากว่า เพราะน้ำหนักคือหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของการเลือกวัสดุมาทำโครงสร้างของดาวเทียม ดาวเทียม LignoSat ถูกออกแบบในขนาด 1U (10x10x10 ซม.) โดยใช้แผ่นไม้หนาเพียง 4 มม. ทั้ง 6 ด้าน ประกอบเข้ากับโครงอะลูมิเนียมด้วยเทคนิค Dovetail joints เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการสาธิตเทคโนโลยี (Technology Demonstration) อุปกรณ์ภายในจึงเน้นไปที่การตรวจวัดสถานะของไม้เป็นหลัก
- Single Event Upset (SEU) Test: ตรวจสอบความผิดพลาดของคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากรังสีในอวกาศ
- Strain Sensors: ตรวจจับความเครียดและการบิดตัวของเนื้อไม้
- Magnetometer: ทดสอบว่าสนามแม่เหล็กสามารถทะลุผ่านไม้เข้ามาได้ดีแค่ไหน
- Temperature Sensors: ตรวจวัดอุณหภูมิ
ดาวเทียม LignoSat ยังคงเป็นความร่วมมือระหว่าง Kyoto University และ Sumitomo Forestry ที่ยังมีคุณ Takao Doi นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นในโครงการเหมือนเดิม โดยดาวเทียมได้ส่งออกสู่อวกาศในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 โดยมันไปกับยาน Dragon ในภารกิจ CRS-31 และตัวดาวเทียมส่งออกจากสถานีอวกาศนานาชาติผ่าน J-SSOD (JEM Small Satellite Orbital Deployer ของโมดูล Kibo ทำให้มันกลายเป็นดาวเทียมที่ทำจากไม้ดวงแรกที่ออกสู่อวกาศ และในเร็ว ๆ นี้ Kyoto University มีแผนที่จะปล่อยดาวเทียม LignoSat-2 ในปี 2027 อีกด้วย ซึ่งในคราวนี้เป็นดาวเทียมในขนาด 2U เพื่อทดสอบไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม

เอาจริงการจับมือกันระหว่างนักวิจัยกับ Sumitomo Forestry บริษัทแปรรูปไม้ยักษ์ใหญ่อายุ 330 ปีของญี่ปุ่นนับว่าเป็นสัญญะที่น่าสนใจ เพราะมันคือการที่อุตสาหกรรมไม้ที่เก่าแก่ของญี่ปุ่นเลือกที่จะขยับตัวตามกระแสของอุตสาหกรรมใหม่ เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาและไม่ค่อยได้เห็นจากบริษัทที่เก่าแก่อายุเกิน 100 ปีเท่าไหร่นัก และสิ่งที่บริษัทต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า ไม้มันไม่ใช่เพียงวัสดุสำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์หรือวัดเท่านั้น แต่มันคือวัสดุที่จะเข้ามาตอบโจทย์กับทุกอุตสาหกรรมได้ แม้แต่อุตสาหกรรมอวกาศ ในการเป็นตัวเลือกสำหรับแนวทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งการขยับตัวครั้งนี้ทำให้มีงานวิจัยจากทั้งเกาหลีและชาติอื่น ๆ มากมายสนใจในการพัฒนา platform ดาวเทียมที่ทำจากไม้เพื่องานสำหรับดาวเทียมในวงโคจร LEO ที่มากกว่าแค่การเป็นดาวเทียมที่ใช้งานได้แต่เป็นดาวเทียมที่ยังรักษ์โลกของเราอีกด้วย

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมันกำลังแสดงให้เราเห็นว่าอุตสาหกรรมไม้ที่ใครหลาย ๆ คนคิดว่ามันกำลังจะตาย ตอนนี้มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะอย่างหนึ่งที่คุณห้ามลืมเลยนั้นคือองค์ความรู้เกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ตอนนี้ของเรากำลังก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด นั้นทำให้วัสดุที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงแค่ของเก่าอย่าง ไม้ ที่มักไอเดียของการใช้งานไม้มักจะไปจบลบที่เฟอร์นิเจอร์ไม่ก็ของเล่น ก้าวสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ เช่น ไม้ที่โปร่งแสง ไม้ที่แข็งแกร่งจนกลายเป็นเกราะกันกระสุนได้ (ดูได้ในช่อง NileRed) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้วกลายเป็นนวัตกรรมที่แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไม้ยังไม่ตาย และมันจะไม่มีวันตายตราบใดที่โลกยังมีไม้ มันตอกย้ำว่าไม้ไม่จำเป็นต้องเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเก่า แต่มันสามารถเป็นได้มากกว่านั้น
เพราะการตัดต้นไม้มันไม่ได้หมายความว่าเรากำลังทำลายธรรมชาติ แต่มันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศน์ที่ยั่งยืนมากกว่าที่หลายคนกำลังคิดก็ได้
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co