เช้ามืดวันที่ 2 เมษายน 2026 ตามเวลาประเทศไทย จรวด Space Launch System หรือ SLS ของ NASA ได้ทะยานขึ้นจากฐานปล่อย LC-39B ณ Kennedy Space Center พาลูกเรือ 4 คนออกเดินทางสู่ภารกิจ Artemis II ซึ่งถือเป็นภารกิจทดสอบแบบมีมนุษย์ครั้งแรกในโครงการ Artemis และเป็นก้าวสำคัญของการพามนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ
การปล่อยเกิดขึ้นในเวลา 05:35 หลังจากกระบวนการนับถอยหลังที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงท้าย ก่อนที่จรวดขนาดยักษ์ลำนี้จะจุดเครื่องยนต์และยกตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสมบูรณ์ เปิดฉากอวกาศยุคใหม่ที่เราจะได้อยู่ร่วมยุคกับมนุษย์ที่เดินทางไปดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ
ก่อนการปล่อยราว 10 ชั่วโมง NASA ได้เริ่มกระบวนการเติมเชื้อเพลิงให้กับ Core Stage ซึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจนเหลว และออกซิเจนเหลว โดยกระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นกว่าที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประสบการณ์ในอดีตที่มักเจอปัญหาการรั่วไหลของไฮโดรเจน ประมาณ 7 ชั่วโมงก่อนปล่อย การเติมเชื้อเพลิงในส่วนของ ICPS หรือ Interim Cryogenic Propulsion Stage ซึ่งเป็นจรวดท่อนที่สองก็เริ่มต้นขึ้น และเสร็จสมบูรณ์ตามแผน
เมื่อเชื้อเพลิงถูกเติมจนเต็ม ระบบได้เข้าสู่โหมด Replenish หรือการเติมชดเชยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอุณหภูมิและความดันของเชื้อเพลิงในสภาวะที่เหมาะสมตลอดเวลาจนกว่าจะปล่อย

ในขณะเดียวกัน ทีม Flight Controller เริ่มเข้าประจำการใน Firing Room ที่ Kennedy Space Center โดยมี Charlie Blackwell-Thompson ทำหน้าที่เป็น Launch Director อีกครั้งในภารกิจประวัติศาสตร์นี้
NASA เริ่มการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ Artemis II Crew Launches To The Moon โดยมี Megan Cruz และนักบินอวกาศ Nichole Ayers รับหน้าที่บรรยายสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงต้น สร้างบรรยากาศที่ทั้งตื่นเต้นและจริงจังไปพร้อมกัน ประมาณ 5 ชั่วโมงก่อนการปล่อย ลูกเรือทั้ง 4 คนได้แก่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการสวมชุด Orion Crew Survival System Suit สีส้ม ภายในอาคาร Neil Armstrong Operations and Checkout Building
หลังจากนั้น พวกเขาเดินทางด้วยรถ Astrovan ไปยังฐานปล่อย LC-39B ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่ได้พบปะครอบครัวแบบใกล้ชิด ก่อนเข้าสู่ภารกิจในอวกาศ เมื่อถึงฐานปล่อย ลูกเรือได้ขึ้นลิฟต์ไปยัง White Room ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนเข้าสู่ยาน Orion ก่อนจะเริ่มกระบวนการ Ingress หรือการเข้ายานทีละสองคน เนื่องจากพื้นที่ภายในมีจำกัด

ประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนปล่อย ลูกเรือทั้งหมดอยู่ภายในยาน Orion เรียบร้อย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบระบบต่าง ๆ รวมถึง Pressure Seal และระบบสื่อสาร ทีม Closeout Crew เริ่มทยอยออกจากยาน และปิดฝายาน Orion รวมถึง Launch Escape System พร้อมทำ Leak Check เพื่อให้มั่นใจว่ายานสามารถรักษาความดันได้อย่างสมบูรณ์
ประมาณ 18 นาทีก่อนการปล่อย NASA รายงานพบปัญหาในระบบแบตเตอรี่ของ Launch Escape System ซึ่งเป็นระบบสำคัญสำหรับความปลอดภัยของลูกเรือ นี่คือช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุด เพราะหากปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ทันเวลา อาจนำไปสู่การ Hold หรือแม้แต่ Scrub การปล่อยทั้งวัน แต่สุดท้าย ทีมงานสามารถจัดการปัญหาได้ทัน และนาฬิกายังคงเดินหน้าต่อไป หลังจากนั้นในช่วงระหว่างการทำ Launch Poll ทีมภาคพื้นดินได้พบปัญหาการอ่านค่า Telemetry จากตัวจรวดไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามปัญหานั้นก็ได้ถูกจัดการได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน
“On this historic mission, you take with you the heart of this Artemis team, the daring spirit of the American people and our partners across the globe, and the hopes and dreams of a new generation. Good luck. Godspeed, Artemis II. Let’s go.”
Charlie Blackwell-Thompson ได้กล่าวกับนักบินก่อนการบินขึ้นของ Artemis II ก่อนให้ไฟเขียว “Go For Launch” เริ่มต้นกระบวนการปล่อย ถือว่าเป็นบทพูดที่คิดมาเพื่อการเดินทางกลับสู่ดวงจันทร์ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง

จนกระทั่งที่เวลา 7 นาทีก่อนการปล่อย แขน Swing Arm ของ Mobile Launcher ถูกดึงออกจากยาน Orion เป็นสัญญาณสุดท้ายว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว และในเวลา 05:35 ตามเวลาประเทศไทย เครื่องยนต์ RS-25 ทั้ง 4 เครื่อง และ Solid Rocket Boosters ทั้งสองข้างได้จุดติด แรงขับมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา โดย Solid Rocket Booster ให้แรงขับถึงประมาณ 81% ของทั้งหมดในช่วงยกตัวจากฐานปล่อย ขณะที่เครื่องยนต์หลักของ Core Stage ทำหน้าที่เสริมแรงขับที่เหลือ จรวด SLS ทะยานขึ้นจาก LC-39B พาลูกเรือทั้ง 4 คนออกจากโลก เริ่มต้นภารกิจ 10 วันในการบินรอบดวงจันทร์

ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังการปล่อย ยาน Orion ในภารกิจ Artemis II ได้กางแผงโซลาร์เซลล์ครบทั้ง 4 แผงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญหลังการปล่อย โดยทีม Flight Controller ในศูนย์ควบคุมที่ Houston ยืนยันว่าแผงทั้งหมดทำงานสมบูรณ์และเริ่มผลิตพลังงานได้ทันที

หลังการปล่อย ภารกิจ Artemis II จะถูกแบ่งออกเป็นลำดับขั้นที่ชัดเจนเพื่อความปลอดภัยของลูกเรือ โดยในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ยาน Orion จะยังไม่มุ่งหน้าไปดวงจันทร์ทันที แต่จะโคจรรอบโลกในวงโคจรแบบ High Earth Orbit ที่มีระยะไกลจากโลกหลายหมื่นกิโลเมตร ในช่วงนี้ลูกเรือจะทำการทดสอบระบบสำคัญ เช่น Proximity Operations ร่วมกับ ICPS เพื่อฝึกการควบคุมยานในสถานการณ์จริง สรุป Proximity Operations ภารกิจแรกของลูกเรือ Artemis II กับการทดสอบควบคุมยานรอบเป้าหมาย รวมถึงตรวจสอบระบบ Environmental Control ว่าสามารถรักษาสภาพแวดล้อมภายในยานได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อผ่านไปประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อยานโคจรตกกลับมาใกล้โลก เครื่องยนต์บนยาน Orion จะจุดทำงานในขั้นตอน Trans-Lunar Injection เพื่อส่งยาน Orion มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 400,000 กิโลเมตร

หลังจากนั้นประมาณ 4 วัน ยาน Orion จะเดินทางถึงจุดที่ใกล้ดวงจันทร์ที่สุด โดยจะบินอ้อมด้านหลังดวงจันทร์ที่ระดับความสูงประมาณ 10,300 กิโลเมตร ภายใต้เส้นทางแบบ Free Return Trajectory ซึ่งใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ช่วยเหวี่ยงยานกลับสู่โลกโดยอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยในกรณีที่เกิดความขัดข้องของระบบขับเคลื่อน ก่อนที่ประมาณวันที่ 10 ของภารกิจ ยานจะเดินทางกลับถึงโลก โดยแยกตัวออกจาก Service Module หันแผงกันความร้อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อทำการ Reentry และกางร่มชูชีพเพื่อลงจอดแบบ Splashdown ในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้ชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ปิดฉากภารกิจการทดสอบที่เป็นก้าวสำคัญของการพามนุษย์กลับไปสู่ดวงจันทร์อีกครั้ง
อ่านเนื้อหากิจกรรรมของลูกเรือหลังการปล่อย ในบทความ ยาน Orion แยกตัวกับ ICPS ทดสอบทำ Proximity Operations และ Apogee Rise Burn
สรุปรายละเอียดทั้งหมดที่ควรรู้ของ Artemis II ปล่อยวันไหน เดินทางอย่างไร ลำดับเหตุการณ์
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co
* ตัวเลขในบทความ ระยะห่าง วงโคจร อ้างอิงจากข้อมูล Ephemeris หลังจากการทำ Trans-Lunar Injection ที่ถูกปล่อยออกมาโดย NASA และอยู่ในฐานข้อมูล JPL Horizons คำพูดของลูกเรือ และบทสนทนาระหว่างลูกเรือและ Mission Control ถอดมาจากถ่ายทอดสดของ NASA TV