แม้จะอยู่ในช่วงที่ทุกคนตื่นเต้นกับ Artemis II ซึ่งล่าสุดได้ถูกเลื่อนไปเป็นเดือนมีนาคมเป็นที่เรียบร้อย แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของภารกิจส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในปัจจุบันก็ยังถูกจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะภารกิจ Crew-12 ของ SpaceX ที่ต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนแผนงานอย่างกะทันหัน หลังจาก NASA ตัดสินใจเร่งรัดกำหนดการปล่อยให้เร็วขึ้นเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ทดแทนช่องว่างของลูกเรือบนสถานีอวกาศ เนื่องจากภารกิจ Crew-11 จำเป็นต้องเดินทางกลับโลกก่อนกำหนดด้วยเหตุผลด้านสุขภาพของลูกเรือ ส่งผลให้จำนวนผู้อยู่อาศัยบนสถานีอวกาศลดลงกว่าสภาวะปกติ บทสรุปภารกิจ Crew-11 กับการกลับโลกก่อนกำหนดด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ
อัพเดทล่าสุด ตารางการปล่อย และระยะเวลาภารกิจ
กำหนดการปล่อยของภารกิจ Crew-12 ถูกระบุไว้ไม่เกินวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 เวลา 06:00 ตามเวลา ณ ฐานปล่อย หรือตรงกับช่วงค่ำตามเวลาในประเทศไทย การปล่อยจะเกิดขึ้นที่ฐานปล่อย Space Launch Complex 40 ณ Cape Canaveral Space Force Station รัฐฟลอริดา การเลือกใช้ฐานปล่อยนี้ถือเป็นตัวเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรภาคพื้นดิน เนื่องจากช่วยลดความแออัดและหลีกเลี่ยงการใช้งานที่อาจทับซ้อนกับฐานปล่อย LC-39B ซึ่งในขณะนี้มีการติดตั้งจรวด Space Launch System เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจในโครงการ Artemis อยู่ (ที่ก็ไม่รู้จะ Rollback กลับมาที่ VAB วันไหนหลังจากเลื่อนการปล่อย)

สำหรับระยะเวลาปฏิบัติงานในภารกิจ Crew-12 นั้น ลูกเรือทั้ง 4 คนมีกำหนดประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งเป็นมาตรฐานของภารกิจแบบ Long Duration หรือการปฏิบัติงานระยะยาวในวงโคจร โดยมีกำหนดการเดินทางกลับโลกเพื่อทำ Splashdown ในช่วงเดือนสิงหาคม 2026 ทั้งนี้ยาน Dragon หมายเลข C212 หรือยาน Freedom ได้เดินทางมาถึง Cape Canaveral Space Force Station เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายในการประกอบเข้ากับจรวด Falcon 9 ณ ฐานปล่อย
รายชื่อและประวัติลูกเรือทั้ง 4 คน
ลูกเรือในภารกิจนี้ประกอบด้วยนักบินอวกาศหน้าใหม่และหน้าเก่ารวม 4 ราย ที่ต้องเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่ในระยะเวลาที่จำกัดกว่าปกติ ทั้งการฝึกซ้อมกับยาน Dragon ในสำนักงานใหญ่ของ SpaceX ที่แคลิฟอร์เนียและการขึ้นบิน รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่าง ๆ ณ ฐานปล่อยที่ NASA Kennedy Space Center

สำหรับรายชื่อของลูกเรือนั้นประกอบไปด้วย Jessica Meir ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการภารกิจ Crew-12 และเป็นนักบินอวกาศสังกัด NASA ภารกิจนี้ถือเป็นการเดินทางสู่อวกาศครั้งที่สองของเธอ หลังจากเคยปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศนานาชาติในภารกิจ Soyuz MS-15 เมื่อปี 2019 โดยเข้าร่วมเป็นลูกเรือของ Expedition 61 และ Expedition 62 ในภารกิจดังกล่าว Meir มีส่วนร่วมในงานวิจัยระยะยาวบนสถานีอวกาศ และเป็นหนึ่งในนักบินอวกาศหญิงสองคนที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์การทำกิจกรรมภายนอกสถานีอวกาศ (EVA) แบบหญิงล้วนครั้งแรกของโลก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2019 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การบินอวกาศและบทบาทของผู้หญิงในภารกิจอวกาศของ NASA
ต่อมาคือ Jack Hathaway เป็นนักบินอวกาศของ NASA ที่ถูกคัดเลือกในโครงการ NASA Astronaut Group 23 เมื่อปี 2021 ก่อนหน้านี้เขาเป็นนักบินทดสอบของกองทัพเรือสหรัฐฯ และสำเร็จการศึกษาจาก U.S. Naval Test Pilot School โดยมีประสบการณ์บินอากาศยานหลายประเภททั้งเครื่องบินขับไล่และอากาศยานทดลองในภารกิจทดสอบระบบการบินและสมรรถนะ ภารกิจ Crew-12 จะเป็นการเดินทางสู่อวกาศครั้งแรกของ Hathaway และเป็นเที่ยวบินอวกาศครั้งแรกในอาชีพนักบินอวกาศของเขา โดยจะเข้าประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติในฐานะลูกเรือ Expedition ระยะยาว ทำหน้าที่ปฏิบัติงานด้านการสนับสนุนระบบสถานีและภารกิจวิทยาศาสตร์ตามแผนของ NASA

ในรอบนี้เป็นคิวของลูกเรือจากฝั่งยุโรป ได้แก่ Sophie Adenot นักบินอวกาศตัวแทนจาก European Space Agency สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งภารกิจ Crew-12 จะเป็นการเดินทางสู่อวกาศครั้งแรกของเธอ Adenot ถูกคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศของ ESA ในกลุ่ม Astronaut Class of 2022 ก่อนหน้านี้เธอมีพื้นฐานเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศฝรั่งเศส และเป็นนักบินทดสอบ โดยผ่านการบินปฏิบัติการและการทดสอบอากาศยานหลายแบบ บนสถานีอวกาศนานาชาติ เธอจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกเรือ Expedition ระยะยาว รับผิดชอบงานด้านการสนับสนุนระบบสถานีและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ตามแผนงานของ ESA และ NASA ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของอาชีพนักบินอวกาศในภารกิจอวกาศจริงของเธอ
และสุดท้ายคือ Andrey Fedyaev นักบินอวกาศแลกเปลี่ยนจาก Roscosmos หรือองค์การอวกาศรัสเซีย ภารกิจ Crew-12 จะเป็นการเดินทางสู่อวกาศครั้งที่สองของเขา หลังจากเคยปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศนานาชาติในภารกิจ Crew-6 ระหว่างปี 2023–2024 ในฐานะลูกเรือระยะยาวของสถานีฯ ภายใต้ข้อตกลงระหว่าง NASA และ Roscosmos ซึ่งเปิดทางให้นักบินอวกาศจากทั้งสองฝั่งสามารถบินสลับยานกันได้เพื่อคงเสถียรภาพของลูกเรือบนสถานีอวกาศนานาชาติ ในภารกิจ Crew-12 นั้น Fedyaev จะกลับมาปฏิบัติงานบนสถานีฯ อีกครั้ง โดยรับผิดชอบงานด้านระบบสถานีและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ตามแผนความร่วมมือระหว่างประเทศ
การวิเคราะห์ลำดับการส่งไม้ต่อแบบ Indirect Handover
ความน่าสนใจเชิงเทคนิคของภารกิจ Crew-12 คือการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งแบบ Indirect Handover หรือการส่งมอบภารกิจทางอ้อม ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้ไม่บ่อยนักในยุค Commercial Crew Program โดยปกติการส่งไม้ต่อจะเป็นแบบ Direct Handover ที่ลูกเรือชุดเก่าและชุดใหม่ต้องอยู่ร่วมกันบนสถานีประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ในกรณีนี้ลูกเรือ Crew-11 ได้ทำการ Splashdown กลับโลกไปตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026 โดยการทำ Handover นั้นเราเคยเล่าไปในบทความ สถานีอวกาศนานาชาติ มีขั้นตอนการผลัดเปลี่ยนลูกเรืออย่างไร รู้จัก Direct และ Indirect Handover

สถานการณ์นี้ทำให้บนสถานีอวกาศเหลือเพียงลูกเรือจากฝั่ง Soyuz จำนวน 3 คน ทำหน้าที่เป็น Skeleton Crew เพื่อประคองการทำงานเบื้องต้นเท่านั้น การเดินทางไปถึงของ Crew-12 จึงเป็นการเข้าไปเริ่มต้นภารกิจของ Expedition 74 อย่างเต็มตัว และเตรียมการมุ่งสู่ Expedition 75 รูปแบบการทำงานที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพมนุษย์ และความสามารถของทีมสนับสนุนภาคพื้นดินที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความต่อเนื่องของงานวิทยาศาสตร์ในอวกาศเอาไว้
นี่คือบททดสอบสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่ความปลอดภัยและความเปราะบางของร่างกายมนุษย์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของการสำรวจอวกาศเสมอนั่นเอง
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co