Supermarine Spitfire ชื่อนี้หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือแค่เครื่องบินลำหนึ่งเท่านั้น หลายคนอาจจะรู้จักกับเครื่องบินของกองทัพอเมริกันหรือของกองจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นใสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มากกว่าจากภาพยนตร์ต่าง ๆ แต่ก็เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนที่แค่เพียงได้ยินชื่อต้องแทบจะปราบปลื้มอยู่เต็มอกภายในใจเพราะเครื่องบินลำนี้เป็นมากกว่าเครื่องบิน

ในครั้งนี้ทีมงาน SPACETH.CO ได้รับเกียรติอย่างสูงจากสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยที่ให้พวกเราเข้าชมงานกิจกรรม Silver Spitfire – The Longest Flight ที่เครื่องบิน Supermarine Spitfire บินมาจัดโชว์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเครื่องบิน Spitfire ลำนี้มีอายุร่วมกว่า 76 ปี ซึ่งได้สร้างความปราบปลื้มและแรงบันดาลใจ



It not a plane. It Spitfire.

มันไม่ใช่เครื่องบินธรรมดาทั่วไป สิ่งที่คุณจะได้รับมันคืออิสรภาพอันยิ่งใหญ่ คำบอกเล่าจากปากของนักบิน Spitfire ต่างกล่าวขานเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่เครื่องบินทั่วไปจะมอบให้กับคุณได้ มีเพียง Spitfire เท่านั้นที่สามารถมอบให้กับคุณ

Supermarine Spitfire คือเครื่องบินที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นหูกันนัก เนื่องด้วยภาพยนตร์ที่ฉายในตลาดส่วนมากนั้นถ่ายทอดไปในมุมมองของอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียซะส่วนใหญ่และสื่อหลักเกี่ยวเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนไทยรู้จักดีนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นภาพยนตร์เสียด้วย ชื่อเสียงของ Spitfire สำหรับคนปกติทั่วไปอาจจะเป็นแค่เครื่องบินที่เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น แต่ Spitfire เป็นมากกว่าแค่เครื่องบินที่ถูกใช้ในสงคราม แต่คือเพื่อนคู่ชีพที่จะร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับนักรบผู้กล้าหาญไปจนสุดลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

อังกฤษในช่วงนั้นดูเหมือนจะเป็นรองเยอรมณีในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านกำลังทหาร และด้านของเทคโนโลยี อังกฤษที่ดูเหมือนมีทีท่าจะแพงในสมรภูมิสุดท้ายที่บริติชนั้นกลับมาฮึดสู้กับนาซีอีกครั้งด้วยอาวุธชิ้นใหม่ที่เรียกได้ว่านวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงยุทธวิธีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดกาลและเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่นำพาอังกฤษพลิกกลับมาถือไพ่เหนือกว่านาซีอีกครั้งหนึ่ง นั้นคือ Supermarine Spitfire เครื่องบินผู้กอบกู้อังกฤษจากภัยนาซี

ด้วยการออกแบบเครื่องบินในรูปแบบใหม่ของอังกฤษในช่วงเวลานั้นที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Rolls-Royce Merlin เครื่องบินลำนี้คือกระดูกสันหลังของอังกฤษในช่วงเวลานั้นในการต่อกรกับนาซี ด้วยความที่เครื่องบิน Spitfire มีประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่ด้อยกว่าเครื่องบินรบของนาซี มันจึงถูกแทนที่ด้วยศักยภาพของโครงสร้างที่ได้เปรียบเหนือเครื่องบินลำอื่น ด้วยวงเลี้ยวที่สามารถตีแคบกว่าเครื่องบินทุกลำในสมรภูมิของอังกฤษมันทำให้มันมีความได้เปรียบเหนือกว่าเครื่องบินอื่นใดในสมรภูมิการรบเหนืออากาศ ช่วยกอบกู้อังกฤษให้กลับมามีชัยเหนือนาซีได้สำเร็จอีกครั้ง

จวบจนสิ้นสุดสงคราม เครื่องบิน Spitfire นั้นสามารถช่วยชีวิตพลเรือนและประเทศชาติได้ ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอันสูงสุดที่เครื่องบินรบลำหนึ่งพึงจะให้ได้ หลังจากนั้นมันก็ถูกส่งมอบไปให้กับประเทศต่าง ๆ ในฐานะต่าง ๆ และถูกเก็บเอาไว้อย่างโดดเด่นภายในโรงจอดเครื่องบินที่ใดที่หนึ่งเหมือนเป็นการบอกเป็นกลายว่าหมดภาระหน้าที่ของเจ้าและหลับให้สบายเสียเถิด

ผลงานของการยกเครื่องทางวิศวกรรม มอบชีวิตให้ Spitfire ลำนี้อีกครั้ง

MJ271 คือหนึ่งใน Spitfire ที่เหลือรอดจวบจนจบสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากผ่านสมรภูมิอันโชกโชนกว่า 50 สมรภูมิมันถูกส่งไปซ่อมยังเนเธอแลนด์ก่อนที่จะเปรียบเสมือนบ้านหลังสุดท้ายของมันที่มันใช้พักพิงในบั้นปลายชีวิตของมัน ก่อนที่จะถูกซื้อกลับมายังฐานทัพอากาศที่ Duxford

ในวันที่ MJ271 มาถึง Duxford เครื่องก็อยู่ในสภาพที่เก่าแก่มากแล้ว การซ่อมแซมและบำรุงให้กลับมาบินได้อีกครั้งเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างมาก ทั้งเรื่องของชิ้นส่วนที่หาแทบไม่ได้ รวมถึงความแข็งแรงของเครื่องที่เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา แต่ด้วยความมุ่งมั่นของทีมงาน The Silver Spitfire ก็ทำให้การทำนุบำรุงเครื่องบินรบเก่าแก่ลำนี้เป็นจริงได้ในที่สุด ตัวเครื่องถูกลงทะเบียนใหม่ในชื่อ G-IRTY ซึ่งทำให้นักบินมักจะเรียกเครื่องเป็นนามแฝงว่า “เกอร์ธี่” ตัวเครื่องถูกพ่นสีใหม่เป็นสีเงินและลบร่องรอยทุกอย่างที่เกี่ยวกับสงครามรวมถึงปลดอาวุธออกทั้งหมด

มีการเพิ่มถังเชื้อเพลิงและปรับแต่งเครื่องในหลายจุดด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน เพื่อให้เครื่องสามารถบินรอบโลกได้ และด้วยกระบวนการพิเศษในการซ่อมแซม ทำให้ปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง จิตวิญญาณที่พร้อมจะส่งมอบความกล้าหาญให้กับผู้คน จิตวิญญาณของ Spitfire ที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนักบิน Spitfire

โครงการ Silver Spitfire กับภารกิจบินรอบโลก

การบิน Spitfire นั้นว่ายากแล้ว การนำเครื่องบินเก่าอายุร่วม 80 ปีมาบินนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า และท้าทายขีดจำกัดของ Spitfire ที่สุดคือการนำมันกลับมาและบินมันไปรอบโลก

Silver Spitfire จึงเป็นหนึ่งในภารกิจที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา โดยเป้าหมายของพวกเขานั้นคือความต้องการส่งมอบความฝันให้กับผู้คนที่ได้เข้ามาเยี่ยมชม Silver Spitfire ลำนี้

การบินมายังประเทศไทยของ Silver Spitfire นั้น ทำให้พวกเราได้เข้าใกล้ Spitfire มากทำให้เราเห็นถึงเจตจำนงค์ของเหล่านักบินผ่านถ้อยคำแถลงของพวกเขา เราสามารถสัมผัสได้อย่างเต็มอกว่าสิ่งที่เขาต้องการสื่อกับเราคือเขาต้องการเป็นส่วนเติบเต็มแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มีความรักความชอบความสนใจในเครื่องบิน ไม่ว่าเด็กคนไหนที่แม้จะไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษหรือสื่อสารได้บ้างไม่ได้บ้างพวกเขาก็พร้อมที่เลือกจะพูดคุยเพื่อให้ความรู้เพื่อต่อยอดเติมเต็มความฝันของพวกเขา ทุกประโยคที่ออกมานั้นล้วนเต็มไปด้วยความอิ่มเอมจากประสบการณ์ที่ผ่านจากการบินนับหมื่นชั่วโมง แต่กลับรู้สึกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จริงใจ ความรู้สึกที่ทำให้เรารู้สึกอิ่มจากภายในโดยไม่รู้ตัว

Cockpit นั้นโดยตามปกติแล้วยากนักที่จะเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าดู แต่ในครั้งนี้ทีม Silver Spitfire อนุญาตให้ปีนขึ้นบนเครื่องบินเพื่อเยี่ยมชม Cockpit ได้สมใจปรารถนาอีกทั้งยังมีนักบินยืนอยู่เคียงข้างคอยตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับเครื่องบินลำนี้ให้แก่เด็ก ๆ นักเรียนที่เข้าร่วมในวันนั้นอีกด้วย

ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่เด็กนักเรียนอย่างเดียวที่ได้ไปเข้าร่วมในงานนี้ ยังมีหนุ่มใหญ่อีกหลายคนที่รักเครื่องบินลำนี้ได้เข้ามาสัมผัสแนบชิดกับนักบินที่บินกับเครื่องบินลำนี้จริง ๆ ซึ่งเขาก็อนุญาตให้นั่งภายใน Cockpit เลยทีเดียว พร้อมกับลายเซ็นต์ของนักบินทีม Silver Spitfire ให้กับโมเดลเครื่องบิน Silver Spitfire ที่เขาได้เลือกที่จะหยิบมันมาด้วยเพื่อเป็นประสบการณ์ครั้งหนั่งในชีวิต นับว่านั้นคือประสบการณ์ที่เหนือคำบรรยายที่ใครสักคนหนึ่งจะได้รับจากเครื่องบินลำหนึ่ง

สุดท้ายเพื่อให้สมกับคำรำลือสมญานามเครื่องบินที่มีเสียงไพเราะที่สุดในโลก นักบินทีม Spitfire เลือกที่ให้โอกาสพวกเรายืนฟังเสียงการสตาร์ทเครื่องยนต์ Rolls-Royce Merlin ให้พวกเราได้ยินเป็นขวัญหู (ปกติเป็นขวัญตาแต่นี่เป็นขวัญหูแทน) เสียงดังกึงก้องกังวาลดังสนั่นที่รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือเสียงของ Spitfire อย่างแน่นอน มาพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกไหม้จากท่อไอเสียของเครื่องยนต์ทำให้พวกเราที่ยืนมองอยู่นั้นแทบบ้าคลั่งกันไปเลยทีเดียว นับเป็นความน่ารักของทีม Silver Spitfire ที่ส่งมอบความสุขให้กับผู้คนที่มาเที่ยวเยี่ยมเยือนเครื่องบินในตำนานลำนี้

พวกเขาอาจจะเข้ามาด้วยความไม่รู้แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะได้รับกลับออกไปคือความประทับใจจาก Silver Spitfire ความประทับใจที่จะหล่อหลอมตัวตนของเขาให้เป็นอีกหนึ่งพลังที่จะขับเคลื่อนโลกใบนี้ไปสู่สันติภาพและความสงบสุข ถึงแม้เรานั้นล้วนรู้ว่าความชอบของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำการตัวชี้วัดประเมินได้ แต่สิ่งนั้นจะหล่อหลอมและเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ให้เติบใหญ่เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า มนุษย์ที่จะช่วยทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

สิ่งที่เราได้รับจาก Silver Spitfire อาจจะเป็นความสุขเล็ก ๆ ของเด็กที่บ้าเครื่องบิน แต่นั้นแหละคือจุดประสงค์หลักของโครงการนี้ โครงการที่ต้องการสลัดคราบของเครื่องจักรสังหารเพราะแท้จริงแล้วเครื่องบินลำนี้นั้นไม่ได้ถูกออกแบบจงใจเพื่อที่จะเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไล่ล่าฆ่าคน แต่มันคือเครื่องจักรที่สวยงาม เครื่องบินที่ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนแต่เป็นหนึ่งในจิตวิญญาณ เครื่องบินที่เลือกจะส่งมอบความสุข ความกล้าหาญและความฝันให้กับผู้คนที่เข้ามาแวะเวียนหามัน สิ่งนั้นทำให้เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่สวยงามที่สุดคือรักที่เรามอบให้กับผู้คนเพื่อส่งทอดจิตวิญญาณให้อยู่สืบไป

สุดท้ายนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้ว Silver Spitfire มันจะไปเกี่ยวข้องกับอวกาศได้อย่างไรนั้น หากพูดตามตรงมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องนักหรอก แต่สิ่งที่หนึ่งนั้นคืออุดมการณ์ของพวกเรานั้นเหมือนกันคือการที่ต้องการจะส่งมอบแรงบันดาลใจให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ แรงบันดาลใจที่จะหล่อหลอมผู้คนให้ไปสู่สันติภาพและความสงบสุข แรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่ง Spitfire

เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co



บทความที่เกี่ยวข้อง





เข้าสู่ระบบ