ข่าวใหญ่ของวงการดาวเทียมไทยวันนี้ เมื่อ Thaicom ประกาศความร่วมมือกับ Amazon เตรียมนำบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ Amazon LEO เข้ามาให้บริการในประเทศไทย
โดยในวันที่ 6 เมษายน 2026 ไทยคมระบุในข่าว ไทยคมจับมือ AMAZON LEOนำอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม LEO ให้บริการในประเทศไทย ว่าจะดำเนินการผ่านบริษัทย่อย ทีซี 142 จำกัด ถือเป็นหนึ่งในดีลสำคัญของตลาดอินเทอร์เน็ตดาวเทียม LEO ในไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เราเริ่มเห็นผู้เล่นระดับโลกทยอยเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Starlink ที่แม้จะเริ่มมีการใช้งานในบางบริบทแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในไทย หรือ Eutelsat OneWeb ที่ทาง NT นำเข้ามาให้บริการเช่นกัน NT เปิดตัวบริการ NT nexConnect อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ OneWeb ตั้งเป้าดัน NT Satellite Solutions ภาพรวมนี้ทำให้ชัดเจนว่าตลาดไทยกำลังถูกดึงเข้าสู่การแข่งขันของผู้ให้บริการ Global Constellation อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

สำหรับโครงการ Amazon LEO หรือที่รู้จักในชื่อเดิม Project Kuiper ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเร่งสร้างกลุ่มดาวเทียม constellation เพื่อให้ถึงจำนวนขั้นต่ำที่สามารถเปิดให้บริการได้ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีการปล่อยดาวเทียมไปแล้ว 239 ดวง และเพิ่งมีการปล่อยรอบล่าสุดไปเมื่อวันก่อนด้วยจรวด Atlas V จำนวน 27 ดวง ซึ่งสะท้อนกลยุทธ์หลักของ Amazon ในช่วงนี้อย่างชัดเจน คือ “เร่งสร้าง infrastructure ให้ทันก่อนที่จะเข้าสู่การแข่งขันเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ”
Amazon LEO เองก็ได้เริ่มทยอยเปิดตัวจานรับสัญญาณ รุ่น Leo Nano 100 Mbps รุ่น Leo Pro 400 Mbps และ รุ่น Leo Ultra ที่ทำความเร็วได้ถึง 1 Gbps

อย่างไรก็ตาม หากเทียบในเชิงจำนวนดาวเทียม Amazon LEO ยังถือว่าตามหลังคู่แข่งอยู่พอสมควร โดยเฉพาะ SpaceX ที่มี Starlink อยู่ในวงโคจรระดับหลายพันดวงไปแล้ว ความต่างนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ network maturity, ความเสถียร และฐานลูกค้าที่สะสมมาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ตามทันได้ยากในธุรกิจ Infrastructure
เพราะฉะนั้น กลยุทธ์ของ Amazon ในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ “ปล่อยให้ทัน” แต่เป็น “ปล่อยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ผ่านจรวดจากหลายผู้ให้บริการพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น United Launch Alliance ที่ใช้ Atlas V และ Vulcan, Blue Origin กับ New Glenn, Arianespace กับ Ariane 6 ไปจนถึง SpaceX กับ Falcon 9 ซึ่งสะท้อนว่า Amazon เลือกใช้วิธี “ซื้อ Capacity จากทุกที่” เพื่อเร่งการสร้าง Constellation ให้เร็วที่สุด
ในมุมเทคโนโลยี ตัวดาวเทียม Amazon LEO ถูกออกแบบให้ทำงานในวงโคจรประมาณ 590–630 กิโลเมตร ใช้แนวคิด Modular Satellite ที่สามารถผลิตจำนวนมากได้ในโรงงานของ Amazon เองที่รัฐวอชิงตัน โครงสร้างดาวเทียมเป็นบัสขนาดเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 700 กิโลกรัม ใช้ระบบควบคุมทิศทางแบบ Reaction Wheel และระบบขับดันไฟฟ้า Electric Propulsion สำหรับปรับวงโคจร ซึ่งทั้งหมดนี้แทบจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ Starlink ใช้ในปัจจุบัน
ในส่วนของระบบสื่อสาร Amazon LEO ใช้ Phased-Array Antenna ที่รองรับ Ka-band และสามารถปรับลำสัญญาณแบบ Dynamic เพื่อรองรับผู้ใช้งานหลายตำแหน่งพร้อมกัน ขณะที่การเชื่อมต่อระหว่างดาวเทียมใช้ Laser inter-Satellite Links ทำให้ทั้ง Constellation สามารถทำงานเป็น Network เดียวกันในอวกาศได้โดยไม่ต้องพึ่งสถานีภาคพื้นตลอดเวลา ภาพรวมของ Architecture จึงแทบจะเดินไปในทิศทางเดียวกับ Starlink อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่จุดที่ต่างจริง ๆ อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ “วิธีคิดทางธุรกิจ” มากกว่า เพราะ Amazon ไม่ได้มอง Amazon LEO เป็นแค่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียม แต่เป็น Infrastructure Layer ที่สามารถเชื่อมเข้ากับ Ecosystem ของตัวเองได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น AWS, Logistics, Edge Computing หรือแม้แต่บริการ Consumer อย่าง Streaming และ E-Commerce อย่างที่เราเคยวิเคราะห์ไปใน ส่องธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ Amazon หลังเริ่มต้นส่องดาวเทียมชุดแรก
ตรงนี้ทำให้ความร่วมมือกับไทยคมมีความหมายมากกว่าการนำบริการเข้ามาขายในประเทศ เพราะไทยคมกำลังขยับบทบาทจากผู้ให้บริการดาวเทียมดวงใหญ่ดวงเดียวแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น Gateway ของ Global Infrastructure เข้าสู่ตลาดไทย ทั้งในเชิงกฎหมาย และเชิงธุรกิจ

ในอีกด้านหนึ่ง แม้ Amazon จะเข้ามาช้ากว่า SpaceX ราว 5 ปี แต่ก็มีข้อได้เปรียบสำคัญคือ “ไม่ต้องรีบกำไร” และ “มี Ecosystem รองรับอยู่แล้ว” ซึ่งทำให้สามารถเล่นเกมระยะยาวได้ โดยไม่จำเป็นต้องชนะในระยะสั้นเหมือนบริษัทที่พึ่งพา Funding จากภายนอก ขณะเดียวกัน นอกจากไทยคมแล้ว Amazon ยังเริ่มมีลูกค้าในอุตสาหกรรมอื่นทยอยเซ็นสัญญาใช้งานแล้ว เช่น Delta Air Lines ที่เตรียมนำบริการไปใช้กับระบบอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบิน ซึ่งสะท้อนว่า Amazon LEO ไม่ได้โฟกัสแค่ตลาดผู้ใช้งานทั่วไป แต่กำลังเจาะตลาด Enterprise และ Mobility อย่างจริงจัง
ถ้ามองจากตัวเลขในปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่ายังอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่ Amazon LEO จะพร้อมใช้งานจริงในไทยแบบเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ววันนี้คือ ประเทศไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันในตลาดโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่ไทยคมเอง ในฝั่งของดาวเทียมใหญ่ที่เป็น Infranstructure สำคัญ ปีนี้ก็ถือว่าจะมีกิจกรรมที่สำคัญคือการปล่อยดาวเทียม Thaicom 9 นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญนับตั้งแต่ไทยคมปล่อยดาวเทียมไปรอบล่าสุดคือ Thaicom 8 ในปี 2016 หรือสิบปีที่แล้ว โดย Thaicom 9 นั้นจะเป็นดาวเทียมที่ใช้บัสรุ่น MicroGEO ของ Astranis บริษัทผู้สร้างดาวเทียมจากสหรัฐฯ และจะปล่อยขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ของ SpaceX เพื่อเตรียมให้บริการ High Throughput ในย่าน Ka-band ครอบคลุมทวีปเอเชีย
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co