ภารกิจ Artemis II เดินทางเข้าสู่วันสำคัญที่สุดของเที่ยวบิน เมื่อยาน Orion พร้อมลูกเรือ 4 คน ได้แก่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen เข้าใกล้ดวงจันทร์มากที่สุดระหว่างการบินโฉบผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางเดินทางกลับสู่โลก นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์กลับมาอยู่ในบริเวณใกล้ดวงจันทร์อีกครั้งนับตั้งแต่ภารกิจ Apollo 17 ในปี 1972 หรือพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ มนุษย์ห่างจากการเห็นดวงจันทร์ “ใกล้แบบนี้” มานานกว่า 50 ปีแล้ว
ก่อนเข้าสู่ช่วงบินโฉบเพียงไม่นาน ยาน Orion ได้ผ่านจุดที่เรียกว่า Lunar Sphere of Influence ตั้งแต่ช่วงปลายวันที่ 5 ของภารกิจ ตามเวลาสหรัฐฯ หรือช่วงเช้าของวันที่ 6 เมษายน 2026 ตามเวลาไทย จุดนี้คือเส้นสมมุติที่บอกว่า ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไป แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เริ่มมีอิทธิพลต่อยานมากกว่าแรงโน้มถ่วงของโลก หากจะอธิบายแบบภาษาคนธรรมดา มันคือช่วงเวลาที่ Orion ไม่ได้ “หนีออกจากโลก” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลัง “ตกเข้าหาดวงจันทร์” อย่างแท้จริง ซึ่ง Christina Koch ก็พูดออกมาตรง ๆ ว่า “We are now falling to the Moon rather than rising away from Earth.”
เช้าวันที่ 6 ของภารกิจ ลูกเรือตื่นขึ้นมาขณะอยู่ห่างจากดวงจันทร์เพียงราว 30,300 กิโลเมตรเท่านั้น ระยะระดับนี้ทำให้ดวงจันทร์ที่มองผ่านหน้าต่าง Orion ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุสว่างเล็ก ๆ บนท้องฟ้าอีกแล้ว แต่กลายเป็นโลกอีกใบที่มีภูมิประเทศ มีขอบฟ้า มีแอ่ง มีแนวสันเขา และมีพื้นผิวให้สังเกตอย่างจริงจัง NASA ปลุกลูกเรือด้วยเพลง Good Morning ของ Mandisa และ TobyMac พร้อมทั้งเปิดข้อความพิเศษที่ Jim Lovell นักบินอวกาศระดับตำนานจาก Apollo 8 และ Apollo 13 ได้อัดไว้ให้ก่อนเสียชีวิตในปี 2025 โดย Lovell กล่าวกับลูกเรือว่า “Welcome to my old neighborhood” ราวกับเป็นการส่งไม้ต่อจากยุค Apollo มาสู่ยุค Artemis อย่างเป็นทางการ
ในช่วงเวลาเดียวกันเอง Artemis II ทำลายสถิติระยะทางไกลจากโลกที่สุดที่มนุษย์เคยเดินทางไปอีกด้วย โดยในช่วงเวลาประมาณ 00:56 ของวันที่ 7 เมษายนตามเวลาไทย ลูกเรือ Artemis II ได้ทำลายสถิติเดิมของ Apollo 13 เมื่อปี 1970 และในเวลาต่อมา Orion ก็เดินทางไปได้ไกลสูงสุดถึง 406,800 กิโลเมตร กลายเป็นระยะทางใหม่ที่ไกลที่สุดที่มนุษย์เคยไปถึงในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ พูดอีกแบบคือ นับจากวันนั้นเป็นต้นไป ถ้าเรียงลำดับมนุษย์ทุกคนที่เคยอยู่ไกลโลกที่สุด 4 อันดับแรก ก็จะเป็นลูกเรือ Artemis II ทั้งหมด ลูกเรือ Artemis II กลายเป็นมนุษย์ที่อยู่ห่างจากโลก ทำลายสถิติเดิมของ Apollo 13

แต่ไฮไลต์สำคัญของวันไม่ได้อยู่แค่เรื่องการทำลายสถิติเพราะเป้าหมายของวันนี้คือช่วงที่เรียกว่า Lunar Observation Period ซึ่งกินเวลาประมาณ 7 ชั่วโมง ช่วงนี้คือช่วงเวลาที่ Orion อยู่ใกล้ดวงจันทร์มากพอ และมีการจัด Orientation ของยานให้หน้าต่างชี้ไปยังพื้นผิวดวงจันทร์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกเรือสามารถทำการสังเกตการณ์เชิงวิทยาศาสตร์ได้เต็มที่ ตรงนี้สำคัญมาก NASA ใช้ช่วงเวลานี้เพื่อให้ลูกเรือทำงานในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์จริง ๆ โดยมี Lunar Science Officer Briefing เป้าหมายให้ก่อนเริ่มภารกิจ และมีทีมวิทยาศาสตร์บนโลกคอยรับรายงาน ตามที่เราเคยเล่าไปในบทความ เจาะลึกวิธีการที่ลูกเรือ Artemis II จะศึกษาดวงจันทร์ ขณะบินโฉบ พร้อมทีม Science
ในห้อง Mission Control วันนี้ เราได้ Jeni Gibbons นั่งเก้าอี้ CAPCOM เป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับลูกเรือ ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในวงการอวกาศก็คือเจ้าหน้าที่ฝั่งวิทยาศาสตร์ได้พูดคุยผ่านวิทยุกับลูกเรือโดยตรง ซึ่งนั่นก็คือ Kelsey Young หัวหน้าทีม Science ของภารกิจ Artmemis II ที่ได้รับข้อมูลและเป็นตัวกลางระหว่างลูกเรือกับห้อง Science Evaluation Room
หนึ่งในเป้าหมายหลักที่ลูกเรือต้องศึกษา คือ Orientale Basin แอ่งขนาดมหึมาราว 600 ไมล์ หรือเกือบ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งพาดผ่านรอยต่อระหว่างด้านใกล้และด้านไกลของดวงจันทร์ แอ่งนี้เกิดจากการชนครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 3,800 ล้านปีก่อน และยังคงเก็บร่องรอยของเหตุการณ์นั้นไว้ได้ดีมาก ทั้งในรูปแบบของวงแหวนหลายชั้น สันภูเขา และ Topography ที่เด่นชัด หากเปรียบเทียบง่าย ๆ การได้มอง Orientale จากมุมของมนุษย์ที่บินผ่านจริง ๆ จึงมีค่า เพราะสายตาของมนุษย์สามารถแยกความแตกต่างบางอย่างที่เครื่องมือถ่ายภาพอัตโนมัติอาจไม่สื่อสารได้ครบ โดยเฉพาะเรื่องเฉดสี ความสว่าง และ Texture ของพื้นผิว

อีกเป้าหมายหนึ่งคือ Hertzsprung Basin แอ่งขนาดเกือบ 400 ไมล์บนด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งเก่ากว่า Orientale และถูกการชนครั้งหลัง ๆ ทำให้รูปร่างเดิมเสื่อมสภาพไปมาก การเปรียบเทียบสองแอ่งนี้มีความหมายทางธรณีวิทยาสูง เพราะเหมือนการเอาหลุมขนาดยักษ์สองแห่งที่มีอายุและสภาพการคงรูปต่างกันมาเทียบกันโดยตรง นักวิทยาศาสตร์ต้องการใช้ Observations จากลูกเรือเพื่อเข้าใจว่า Lunar Basins เหล่านี้เปลี่ยนแปลงตามเวลาอย่างไร โครงสร้างแบบวงแหวนเสื่อมสลายอย่างลงไปไร และพื้นผิวถูกรีไซเคิล หรืองอกหนังหน้าใหม่โดย การชนของอุกกาบาตในเวลาหลายพันล้านปีแค่ไหน

ระหว่างช่วง Observation ลูกเรือรายงานสิ่งที่เห็นกลับมายังทีมวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง NASA บอกว่าใน Science Evaluation Room มีทั้งรอยยิ้ม การพยักหน้า และเสียงพูดคุยตลอดเวลา เพราะข้อมูลที่ลูกเรือรายงานไม่ใช่คำบรรยายทั่ว ๆ ไป แต่รวมถึงรายละเอียดอย่างความต่างของสีบนพื้นผิว ซึ่งมนุษย์สามารถแยกแยะได้ว่าแถบไหนออกน้ำตาล แถบไหนออกน้ำเงิน ความต่างเล็ก ๆ แบบนี้มีความหมายมากกว่าที่คิด เพราะบอกได้ถึงองค์ประกอบแร่ อายุของวัสดุที่ถูกเปิดเผยบนผิวดวงจันทร์ และประวัติของลาวาเก่าที่เคยไหลอยู่ในบริเวณนั้น มันเหมือนเวลาเรามองภูเขาหินบนโลกแล้วรู้ว่าหินสีเข้มกับสีอ่อนผ่านประวัติศาสตร์ไม่เหมือนกัน

ช่วงหนึ่งของภารกิจ ลูกเรือยังใช้ตาเปล่าสังเกตหลุมอุกกาบาตเล็ก ๆ สองแห่ง และเสนอชื่อชั่วคราวให้กับมัน หลุมหนึ่งถูกเสนอชื่อว่า “Integrity” ตามชื่อยานและจิตวิญญาณของภารกิจ ส่วนอีกหลุมหนึ่งใกล้กันถูกเสนอชื่อว่า “Carroll” เพื่อเป็นเกียรติแก่ Carroll Taylor Wiseman ภรรยาของ Reid Wiseman ที่เสียชีวิตไปในปี 2020 รายละเอียดแบบนี้ทำให้วันที่อัดแน่นด้วยวิทยาศาสตร์กลางเป็นว่ามีมิติแบบมนุษย์ขึ้นมาทันที เพราะแม้จะอยู่ในการสำรวจอวกาศระดับประวัติศาสตร์ สุดท้ายคนที่เดินทางไปก็ยังคงพกความทรงจำและคนที่รักติดตัวไปด้วย เชื่อว่าหลายคนที่รับชมช่วงเวลานี้แบบสด ๆ ก็ต้องมีร้องไห้ตาม ๆ กัน

ช่วงน่าตื่นเต้นที่สุดของวันเกิดขึ้นเมื่อ Orion เคลื่อนผ่านด้านหลังดวงจันทร์และเข้าสู่ช่วง Communications Blackout ราว 40 นาที เริ่มประมาณ 05:44 ของวันที่ 7 เมษายนตามเวลาไทย ตรงนี้เป็นช่วงสัญญาณขาดหายตามธรรมชาติ ไม่ใช่เหตุขัดข้อง เพราะเมื่อดวงจันทร์บังอยู่ระหว่างยานกับโลก สัญญาณวิทยุจาก Deep Space Network ก็ถูกบล็อกไปด้วย และในช่วงที่ทั้งโลกติดต่อพวกเขาไม่ได้ ยาน Orion ก็ทำ Closest Approach ที่ระดับประมาณ 6,546 กิโลเมตรเท่านั้น

ตัวเลข 6,500 กิโลเมตรฟังดูไกล แต่สำหรับการบินผ่านวัตถุใหญ่ขนาดนี้มันถือว่าใกล้มาก เหมือนเอายานทั้งลำไปไถผ่านภูมิประเทศของอีกโลกหนึ่งในระดับที่มองเห็นรายละเอียดเชิงโครงสร้างได้ชัด
ขณะเคลื่อนผ่านด้านหลังดวงจันทร์ ลูกเรือยังได้เห็นปรากฏการณ์ Earthset หรือช่วงที่โลกค่อย ๆ ลับขอบฟ้าดวงจันทร์ แล้วต่อมาไม่นานก็เห็น Earthrise เมื่อยานโผล่ออกจากอีกฝั่งหนึ่ง ในอดีตมันคือมุมมองที่เปลี่ยน Frame ความคิดของมนุษย์ อย่างเช่นภาพ Earthrise จาก Apollo 8 เคยทำไว้ในปี 1968 จนกลายเป็นหนึ่งในภาพถ่ายทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์

หลังยานกลับมาเชื่อมต่อสัญญาณได้อีกครั้ง Orion ก็ออกจากด้านหลังดวงจันทร์พร้อมกับทำสถิติระยะไกลสูงสุดจากโลกอย่างเป็นทางการ และจากนั้นภารกิจยังไม่จบแค่นั้น เพราะช่วงท้ายของ Lunar Observation ลูกเรือได้เข้าสู่เหตุการณ์ที่หาดูยากมาก นั่นคือสุริยุปราคาที่มองจากอวกาศ เมื่อ Orion, ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เรียงตัวกัน ทำให้ลูกเรือเห็นดวงอาทิตย์ค่อย ๆ หายไปหลังขอบดวงจันทร์ 40 นาทีเต็ม ช่วงเวลานี้เปิดโอกาสให้พวกเขาศึกษา Solar Corona หรือชั้นบรรยากาศนอกสุดของดวงอาทิตย์ ซึ่งปกติจะมองเห็นได้ยากมากเนื่องจากแสงสว่างของ Photosphere กลบทุกอย่างไว้หมด
และในความมืดบางส่วนของดวงจันทร์ระหว่าง Eclipse นี้เอง ลูกเรือยังรายงานว่าเห็นแสงวาบบนพื้นผิวดวงจันทร์ถึง 6 ครั้ง ซึ่ง NASA เชื่อว่าเป็นผลจาก Meteoroids หรืออุกกาบาตพุ่งชนพื้นผิวด้วยความเร็วสูงหลายพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง จุดนี้น่าสนใจมาก เพราะโดยปกติปรากฏการณ์แบบนี้จับได้ยาก และหากข้อมูลภาพ เสียง รวมถึงเวลาที่เกิดถูกวิเคราะห์ได้ละเอียด มันจะมีประโยชน์โดยตรงต่อความเข้าใจเรื่องการชมของอุกกาตบนดวงจันทร์ โดยเฉพาะในยุคที่ NASA ต้องการส่งมนุษย์กลับไปอยู่บนผิวดวงจันทร์นานขึ้นผ่าน Artemis III และภารกิจถัด ๆ ไป ซึ่งช่วงเวลานี้เองถ้าใครที่ชมสุดจะเห็นว่า Kelsey Young ในห้อง Mission Control ตื่นเต้นมาก

เมื่อจบช่วงสังเกตการณ์ประมาณ 08:35 ของวันที่ 7 เมษายนตามเวลาไทย ลูกเรือก็สิ้นสุดภารกิจบินโฉบดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ และเริ่มต้นเส้นทางขากลับบ้าน NASA ระบุว่าในวันถัดไป ทีมวิทยาศาสตร์จะเริ่มรับข้อมูลภาพ เสียง เพื่อใช้วิเคราะห์ต่อ ทั้งหาตำแหน่งของแสงวาบที่เห็นบนพื้นผิว ตรวจสอบเวลาที่แน่ชัด และเปิดรับข้อมูลจากนักดูดาวสมัครเล่นบนโลกที่อาจกำลังสังเกตดวงจันทร์อยู่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเจ๋งตรงที่ว่าภารกิจสมัยใหม่ไม่ได้จบแค่ลูกเรือเห็นอะไร แต่ทุก Observation จะถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบวิเคราะห์ขนาดใหญ่ร่วมกันระหว่างนักบินอวกาศ นักวิทยาศาสตร์ และคนบนโลก
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญของวันก็คือหลังจากการจบภารกิจทางวิทยาศาสตร์แล้ว ลูกเรือได้พูดคุยกับบุคคลสำคัญ ได้แก่ Jared Issacman ผู้อำนวยการ NASA และที่สำคัญ มีการต่อสายตรงกับทำเนียบขาว เพื่อพูดคุยกับประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งในยาน Orion ได้มีการประดับสัญลักษณ์ Freedom 250 ซึ่งเป็นแคมเปญการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ ครบรอบ 50 ปีด้วย โดยเนื้อหาในการสนทนานั้น Trump ได้กล่าวยกย่องและชื่นชมสหรัฐฯ และ “เพื่อนบ้าน” ในภารกิจครั้งนี้

ท้ายที่สุด หลังจบช่วงการสังเกตการณ์และเหตุการณ์สำคัญทั้งหมดของวัน ลูกเรือ Artemis II ก็เข้าสู่ขั้นตอน Debrief ปิดวันอย่างเป็นทางการ สรุปสิ่งที่พบ รายงานข้อมูลเบื้องต้น และเตรียมส่งต่อ insight ให้ทีมวิทยาศาสตร์บนภาคพื้นดิน ถือเป็นการปิดฉากวันที่ยาวนานและเข้มข้นที่สุดวันหนึ่งของภารกิจอย่างสมบูรณ์ ขณะที่วันถัดไปจะกลายเป็นหนึ่งในวันที่ “ว่าง” ที่สุดของทั้ง Mission โดยลูกเรือจะอยู่ในสถานะ Off-duty เป็นส่วนใหญ่ มีเพียงกิจกรรมพื้นฐาน เช่น การตรวจสอบระบบยาน การเช็คค่าต่าง ๆ และการสื่อสารกับ Mission Control เท่านั้น พร้อมกับการเริ่มต้นเส้นทางเดินทางกลับสู่โลกอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ในช่วง 2–3 วันสุดท้ายของภารกิจ จะเข้าสู่ช่วงสำคัญอีกครั้ง ทั้งการทดสอบการควบคุมยาน การตรวจสอบระบบทั้งหมด และการเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งจะเป็นบทสรุปของภารกิจ Artemis II อย่างแท้จริง
วันที่ 1 ยาน Orion แยกตัวกับ ICPS ทดสอบ Proximity Operations และ Apogee Rise Burn
วันที่ 2 จุดเครื่อง TLI สำเร็จ เริ่มต้นเดินทางสู่ดวงจันทร์
วันที่ 3 อีกครึ่งทางถึงดวงจันทร์ และส้วมพังอีกแล้ว
วันที่ 4 เตรียมพร้อม บินโฉบดวงจันทร์
วันที่ 5 เดินทางถึงดวงจันทร์แล้ว เตรียมเริ่มต้นการสำรวจ
วันที่ 6 เข้าใกล้ดวงจันทร์มากที่สุด ศึกษาและเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์
วันที่ 7 วันพักผ่อน และพูดคุยกับสถานีอวกาศนานาชาติ
วันที่ 8 ศึกษาผลกระทบร่างกายก่อนกลับโลก
วันที่ 9 วันสุดท้ายในอวกาศ
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co
* ตัวเลขในบทความ ระยะห่าง วงโคจร อ้างอิงจากข้อมูล Ephemeris หลังจากการทำ Trans-Lunar Injection ที่ถูกปล่อยออกมาโดย NASA และอยู่ในฐานข้อมูล JPL Horizons คำพูดของลูกเรือ และบทสนทนาระหว่างลูกเรือและ Mission Control ถอดมาจากถ่ายทอดสดของ NASA TV